Jump to content

Search the Community

Showing results for tags 'OptiBay'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • News & Announcement
    • Apple News
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ประกาศจากเวบไซต์
  • Free to Talk
    • Freemac Club
    • Mac Hardware
    • Mac OS & Software
    • iPhone / iPod / iPad / AppleTV / Apple Watch
    • BB / Android / SmartPhone / MobilePhone
    • Gadget / อุปกรณ์เสริม / ต่อพ่วง / เคส / กระเป๋า / เม้าส์
    • D.I.Y.
    • ห้องกล้อง
    • ห้องตัดต่อ
    • ห้องเสียง
    • ห้อง Designer
    • ห้องเกม
    • สัพเพเหระกับ Mac
  • คลังกระทู้น่าสนใจ
    • Review
    • Tips & Tricks
  • Freemac Mall
    • Freemac Mall
    • ประกาศของหาย
  • Photo Club's Gallery

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


AIM


MSN


Website URL


ICQ


Yahoo


Jabber


Skype


Location


Mac


iPhone


iPod


iPad


Facebook


Twitter

Found 5 results

  1. วิธีจับ HDD ยัด OptiBay ใช้แทน Optical Drive เดิมใน MacBook Pro หลายๆ คนเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้แล้ว คือการถอดเอา SuperDrive (DVD Drive) ออก แล้วจับเอา HDD ใส่เข้าไปแทน ทำไมถึงเลือกทำเช่นนั้น โดยส่วนตัวผม 1. ในปีที่ผ่านมา ผมใช้ DVD น้อยครั้งมาก จนแทบไม่จำเป็น 2. ผมอยากใช้ SSD แต่เป็นคนที่ต้องการความจุสูงด้วย แค่ที่มีให้ในปัจจุบันไม่พอใช้ ประกอบกับทาง MacPowerUp ส่งของมาให้ผมครบ ทั้ง SSD, OptiBay, HDD เลยได้ฤกษ์จับทุกอย่างมารวมกันไว้ใน MacBook Pro ครับ บทความนี้ จึงจะแนะนำวิธีการเปลี่ยนเอา Optical Drive เดิมออก แล้วเอา HDD ใส่เข้าไปแทน ก่อนจะไปรื้อเครื่อง ขอทำความเข้าใจก่อนนิดนึง ว่ามันอาจส่งผลถึงประกันขาดได้นะครับ ใน MacBook Pro 2011 เป็นต้นมา Apple ให้ Port SATA 3 มาแล้ว สำหรับช่องเดิมที่ใส่ HDD ส่วนช่อง Optical Drive จะเป็น SATA 2 ดังนั้น ผมจึงเลือกเอา OCZ Agility 3 ใส่แทนที่ HDD เดิม และย้าย HDD ไปไว้ใน OptiBay แทน เพื่อให้ใช้ประสิทธิภาพได้สูงที่สุดครับ อุปกรณ์ที่ต้องมี 1. ไขควง 4 แฉกเบอร์เล็ก (สำหรับไขแว่นตา, นาฬิกา) 2. ไขควง 6 แฉก (Torx) เบอร์ T6 3. OptiBay หลายคนจะติดก็ตรงไขควง T6 นี่แหละ มีขายตามร้านขายอุปกรณ์ซ่อมของอิเล็กโทรนิคส์ทั่วไปครับ ล่าสุด ผมไปเจอใน 7ELEVEn มาด้วย ลงมือเลยดีกว่า ขั้นตอนช่วงแรกจะเหมือนกับการเปลี่ยน HDD ในกระทู้ก่อนหน้านี้ครับ 1. ปิดเครื่อง ถอดปลั๊กออกครับ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม 2. ขันน็อตฝาหลังเครื่องออกให้หมด แล้วเปิดออก หาที่วางน็อตให้ดีนะครับ เดี๋ยวกลิ้งหล่นหายไปจะวุ่น 3. จะเห็น HDD วางนอนเรียบร้อยอยู่ 4. ถอดปลั๊ก Mainboard ออก หลังจากนั้นให้เอานิ้วแตะบริเวณที่เป็นโลหะ เพื่อคายไฟฟ้าสถิตย์จากตัวเรา ก่อนจะทำต่อไป 5. ขันน็อตตัวยึด HDD ออก แล้วยกออกมาทั้งชิ้นครับ 6. งัด HDD ขึ้นมาได้เลย ระวังสายที่ต่ออยู่นะครับ มันจะดึงออกมาได้ไม่ไกลนัก 7. ในตัวอย่างนี้ ผมจะใส่ SSD เข้าไปแทนที่ตัวเดิมครับ วางไว้พร้อมแล้ว 8. HDD ตัวที่ถอดออกมา จะมีน็อตที่ทำหน้าที่เป็นสลักยึดกับตัวเครื่องเพื่อลดแรงสะเทือนอยู่ น็อตตัวนี้จะเป็นรูปดาว 6 แฉก ต้องใช้ไขควง T6 ขันออกครับ มี 4 ตัว 9. เอาน็อตที่ขันออกมาแล้ว ไปใส่ที่ตัว SSD ที่จะเพิ่มเข้าไปใหม่ครับ 10. เสียบสาย SATA ให้เรียบร้อย แล้วยัดกลับที่เดิม เอาตัวยึด HDD ครอบกลับที่เก่า ขันน็อตให้เรียบร้อย ขากลับนี่ไม่ต้องขันน็อตให้แน่นมากนะครับ เอาแค่พอตึงมือ เวลาที่เราต้องถอดออกอีกรอบ จะได้ไม่ปวดตับครับ เสร็จไป 1 11. เรามาดูกันต่อที่ Optical Drive ครับ ก่อนจะถอดออกได้ เราต้องแกะสายต่อกล้องออกก่อน ตามภาพ 12. หลังจากนั้น ถอดสาย AirPort/Bluetooth connector ออกครับ มันจะพาดอยู่บน Optical Drive เลย 13. ถอด AirPort/Bluetooth board housing ออก มันจะซ้อน Optical Drive อยู่ครับ มีน็อตสองตัว แบบ 4 แฉก ขันออกได้เลย 14. ตัว Optical Drive จะถูกยึดด้วยน็อต 6 แฉก ขนาด T6 อยู่ 3 ตัว ต้องใช้ไขควง T6 ถอดออก 15. ถอดสายแพของ Optical Drive ออก 16. ยกออกมาได้เลยครับ 17. ด้านข้างของ Optical Drive จะมีสลักล็อกยึดน็อตอยู่สองตัว ถอดออกมาเลยครับ 18. จับ HDD ใส่ OptiBay ขันน็อตให้เรียบร้อย 19. เอาสลักยึดในข้อ 17. มาขันติดกับตัว OptiBay เสียบสายแพให้เรียบร้อย 20. จับวางลงในตำแหน่ง Optical Drive เดิม แล้วขันน็อต T6 ยึดให้แน่น * ขั้นตอนนี้จะยากนิดนึงนะครับ เพราะน็อตตัวเล็ก และต้องสอดเข้าไปในช่องแคบๆ ต้องใช้สมาธิพอสมควร แล้วก็ระวังน็อตร่วงไปในเครื่อง เดี๋ยวเอาออกยากครับ 21. เอา AirPort/Bluetooth board housing ติดกลับที่เดิม ขันน็อตให้เรียบร้อย เสียบสาย AirPort/Bluetooth connector คืนที่เดิมให้เรียบร้อย 22. ปิดฝาเครื่องกลับที่เดิม เปิดเครื่อง ลง OS ให้เรียบร้อย ตรวจสอบผลงานจาก About this Mac, Disk Utility เสร็จแล้วครับ ตอนนี้คุณจะมี HDD และ SSD อยู่ในเครื่องเดียวกันแล้ว แต่คุณจะไม่มี SuperDrive แล้วนะครับ เจ้าตัวเดิมก็คงจะหากล่องใส่ลำบาก เก็บไว้เป็นที่ระลึกละกันครับ แนะนำสำหรับท่านที่ต้องการให้โปรแกรมพวก iTunes, iPhoto หรือแม้กระทั่ง Aperture ดึง Library จาก HDD แทนที่จะเอา Library มากองใน SSD เวลาเปิดโปรแกรม ให้กด Option ค้างไว้ครับ เราจะสามารถเลือกได้ว่า จะให้เค้าอ่าน Library ไหน จบครับ
  2. พอดีผมจะซื้อ ssd ของ Plextor มาใส่ Macbook Pro 13" Mid 2012 เลยมีเรื่องที่อยากจะขอสอบถามผู้รู้ครับ 1. ระหว่างเอา SSD ใส่แทนที่ Optical drive กับ ย้าย HDD ลูกเก่าไป optibay แล้วเอา SSD ใส่ที่ Bay หลัก อันไหนดีกว่าครับ แล้วระหว่างสองอันนี้ข้อดีข้อเสียของแต่ละอันมีอะไรบ้างครับ 2. ถ้าผมเอา iPhoto library กับ iTunes Library ย้ายไปไว้ใน HDD เวลาใช้พวกโปรแกรม iPhoto หรือ Aperture ความเร็วตอนเปิดโปรแกรมหรือเลือกรูปจะช้ากว่าการที่ Library พวกนนี้อยู่ในลูก SSD มากมั้ยครับ ถ้าถามเยอะไปก็ขอโทษด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
  3. หลังจากได้อ่าน Review "วิธีจับ HDD ยัด OptiBay ใช้แทน Optical Drive เดิมใน MacBook Pro" ของคุณ Tum (http://freemac.net/h...ใน-macbook-pro/) ผมก็เริ่มสนใจเนื่องจากความเร็วที่เพิ่มขึ้น ก็เลยสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เรื่อง SSD ว่าแม้ว่าจะมีผู้ผลิต แต่ Controller Chipset ที่ใช้ส่วนใหญ่จะมีสองเจ้าคือ Sandforce กับ Marvell ความแตกต่างก็คือ Sandforce จะง่ายกับผู้ผลิตมากกว่า กล่าวคือใส่ Controller ใน SSD อย่างเดียว เพราะ Sandforce จะออก Universal Firmware ที่ใช้งานได้กับ Chipset รุ่นนั้นๆ ออกมา ข้อดีก็คือ ผู้ผลิตไม่ต้องเสียเวลานั่งพัฒนา Firmware แค่เลือกหน่วยความจำที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ข้อเสียก็คือ Firmware ที่ใช้อาจจะไม่ได้รีดความสามารถทั้งหมดของ Hardware ออกมาได้ ในขณะที่ Marvell เลือกที่จะโยนความลำบากให้ผู้ผลิต กล่าวคือผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องออกแบบ Firmware ที่ใช้งานกับ Drive ของตัวเองเท่านั้นออกมา แต่สิ่งที่ได้มาคือ Firmware ที่ออกแบบมาเฉพาะกับ Hardware ตัวนั้นๆ นอกจากนี้พบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า MacBook รุ่นที่ใช้ Nvdia Chipset (MCP79) ค่อนข้างมีปัญหากับ SSD ที่ใช้ Sandforce SF-2281 (ซึ่งเป็น Controller Chipset ที่สามารถใช้งาน SATA III ได้) ตัวเลือกของผมจึงน้อยลงมาก (แม้จะเสียดายกับราคาที่ถูกกว่าก็เถอะ) หลังจากลังเลกับตัวเลือกอย่าง Crucial M4 SSD กับ Plextor M3 SSD อยู่สักพัก เนื่องจากราคาที่แตกต่างกัน และการรับประกันที่ไม่เท่ากัน เหมือนฟ้าเป็นใจ วันหนึ่งเมื่อผมลองดูราคาใน Newegg.com มีโปรโมชั่นพิเศษทำให้ราคาของ Plextor M3 ที่ปรกติแพงกว่า Crucial M4 อยู่เล็กน้อย ปรากฎว่าลดลงเท่ากัน การตัดสินใจก็ง่ายขึ้นเนื่องจาก การใช้ Cache ที่มากกว่า (128 MB บน Crucial M4 เทียบกับ 512 MB บน Plextor M3) ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมแตกต่างกัน การรับประกันที่ยาวนานกว่า (Crucial M4 รับประกัน 3 ปี ในขณะที่ Plextor M3 รับประกัน 5 ปี) Plextor คือใคร? Plextor เป็นผู้ผลิต Optical ตั้งแต่สมัย CD Writer (ประมาณ 10 ปีที่แล้ว) ด้วยความทนทายาด และประสิทธิภาพที่ดี ทำให้ตัวเลือกแรกๆ ของ CD Writer ในสมัยนั้นต้อง Plextor เท่านั้น อย่างไรก็ตามในยุคของ DVD Drive ดูเหมือน Plextor จะกลายเป็นตัวเลือกที่รองลงมา เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่สูง ทำให้คุณภาพของ Optical Drive ลดลง อย่างไรก็ตาม Plextor ก็ยังคงผลิต Optical Drive ออกมาเรื่อยๆ สำหรับตลาด SSD นั้น Plextor เริ่มชิมลางใน Plextor M2s ซึ่งใช้ Marvell Chipset รุ่นแรก ซึ่งก็ได้รับคำชมมากพอสมควร สำหรับ Plextor M3 นั้น ถือว่าเป็นรุ่นที่สองของ SSD จาก Plextor สิ่งที่น่าสนใจมากคือ การเพิ่มการรับประกันเป็น 5 ปี!! นอกจากนี้ Plextor ยังออก Plextor M3Pro ซึ่งถือเป็นรุ่น Top ด้วยความเร็วที่แซงหน้าชาวบ้านขึ้นไปอีก แต่ด้วยราคาที่ยังสูง ผมจึงเลือกแค่ Plextor M3 ครับ แกะกล่อง Plextor M3 หลังจากรออยู่ 3 วัน ของจาก Newegg ก็ส่งมาถึง ง่า ใส่ซองกันกระแทกแค่นี้มันจะพอหรือ แต่คิดไปอีกอย่าง มันไม่มีส่วนเคลื่อนไหวเลย ก็ไม่น่าจะมีปัญหา หน้าตาของกล่อง Plextor M3 ครับ บางและเบามากๆ เลยครับ พอเปิดถอดกล่องออกมาจะมีสติกเกอร์ติดไว้ ถ้าขาดก่อนเค้าไม่แนะนำให้ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนด้วย Plextor M3 จะอยู่ในซองกันไฟฟ้าสถิต พร้อมกับอุปกรณ์ในกล่อง ยอมรับเลยว่า Package ดูดี และปลอดภัยเลยทีเดียว อุปกรณ์ในกล่องจะมี CD โปรแกรม, 2.5” to 3.5” Bracket และน็อตยึดมาให้ เมื่อเปิด SSD ออกจากซองกันไฟฟ้าสถิต เป็นกล่องเหมือนโลหะดูสวยงาม (แต่โชว์ไม่ได้เพราะมันอยู่ในเครื่อง) ดูจากมุมของ SATA III Port Plextor M3 เทียบกับ WD Scorpio Black 750 GB ครับ เมื่อวางเทียบกันจะพบว่า ความหนาของ Plextor M3 กับ WD Scorpio Black เท่ากันเลยครับ ฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่องความหนาแน่นอน เนื่องจาก SSD นั้นขึ้นกับการทำงานของ Controller ฉะนั้นก่อนจะทำอะไรทั้งนั้น ก็ควรจะ Flash Fimware ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดซะก่อน หลายๆ เจ้าใช้วิธี Flash Firmware บน Window เป็นหลัก มีไม่กี่เจ้าที่ใช้วิธี Flash Firmware จาก Bios ซึ่ง Plextor เป็นหนึ่งในนั้น ทำให้การ Flash Firmware ง่ายมาก หลังจากนั้นก็ใส่ลงใน Optibay (เนื่องจาก Optical Bay เป็น SATA II เหมือนกับ Harddisk Bay และ WD Scorpio Black ของผม ไม่มีฟังก์ชั่น Sudden Motion Sensor ในตัว) ผมคงไม่กล่าวถึงขั้นตอนการติดตั้ง Optibay ลงใน MacBook นะครับ เนื่องจากคุณ tum ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไปแล้วใน Link ตอนต้น ผมอัพเกรด HDD จากเดิม 250 GB เป็น WD Scorpio Black 750 GB และ Ram เป็น 8GB Crucial ไปสักพักก่อนหน้านี้ ตอนนี้ผมใส่ SSD ใน Optibay ซึ่งก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่สามารถอัพเกรดได้กับ MacBook เครื่องนี้ (ซึ่งเป็นข้อจำกัดของ Laptop เมื่อเทียบกับ Desktop) ประสิทธิภาพของ Plextor M3 ผมใช้ Blackmagic Speed test, ปล่อยให้ Run 3 รอบ จะเห็นได้ว่าอยู่ในความเร็วในการอ่านสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ Harddisk ปรกติซึ่งอยู่ในระดับ 9x MB/s เท่านั้น นอกจากนี้ผมยังใช้โปรแกรม xbench จาก http://www.xbench.com/ ได้ผลดังนี้ครับ นอกจาก OSX แล้วผมลองทดสอบใน Window 7 โดยใช้โปรแกรมจาก Plextor ซึ่งก็คือ NTi SSD Performance Analyzer และ CrystalDiskMark ได้ผลดังด้านล่างครับ เมื่อเทียบกับ Specification จาก Plextor ผลก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะ MacBook late 2008 Aluminum Unibody มีแค่ SATA II Interface เท่านั้น ไม่เหมือนกับ MacBook Pro 2011 ที่มี SATA III Port มาให้ใน Harddisk Bay แล้ว (และรุ่นหลังๆ ของ​ MacBook Pro 15" เป็น SATA III ทั้ง Harddisk bay และ Optical Bay เลย อย่างไรก็ตาม Benchmark อาจจะไม่เห็นภาพเท่าไหร่ ผมเลยเทียบการเปิดและปิดเครื่องให้ดูกันอีกเรื่อง OSX WD Cold Boot Shutdown 1st 48.9 Sec 35.1 Sec 2nd 47.5 Sec 35.5 Sec 3nd 55.0 Sec 36.2 Sec Average 50.467 Sec 35.6 Sec Plextor Cold Boot Shutdown 1st 29.9 Sec 5.6 Sec 2nd 30.0 Sec 4.9 Sec 3nd 30.1 Sec 5.0 Sec Average 30 Sec 5.167 Sec Window 7 - 64 Bit Professional WD Cold Boot Shutdown 1st 58.6 Sec 14.8 Sec 2nd 58.9 Sec 14.4 Sec 3nd 58.2 Sec 14.7 Sec Average 58.567 Sec 14.633 Sec Plextor Cold Boot Shutdown 1st 53.9 Sec 11.7 Sec 2nd 50.4 Sec 8.2 Sec 3nd 50.2 Sec 7.1 Sec Average 51.5 Sec 9.0 Sec จะเห็นได้เลยว่าใน OS X Boot เครื่องเร็วขึ้นเกือบ 40% แต่ที่น่าสนใจคือเวลา Shutdown ที่ลดลงเกือบ 5 เท่าเลยทีเดียว แต่สำหรับ Window 7 แล้ว แม้ว่าการเวลาในการ Boot จะดีขึ้น แต่ถือว่าไม่มามากเท่าไหร่ ซึ่งสาเหตุมาจากการไม่ได้เปิดใช้งาน AHSI นั่นเอง อย่างไรก็ตามหลังจากการใช้งานสักพัก ปัญหาเรื่องการปิดฝาแล้วไม่ Sleep เป็นสิ่งที่น่ารำคาญ ซึ่งปัญหานี้เกิดมาจากการใส่ Boot Drive ใน Optibay หลังจากหาข้อมูลพบว่า Sudden Motin Sensor เป็น Hardware ที่อยู่ใน MacBook Unibody ทุกรุ่น โดยปรกติถ้าใส่ HDD ที่มีฟังก์ชั่น Sudden Motion ในตัว มีคำแนะนำว่าให้ Disable SMS ซะก่อน ทำให้สามารถใส่ใน Optibay ได้เลย ในกรณีของผมนั้น WDC Scoripio Black ไม่มี Sudden Motion Sensor การใส่ใน Harddisk Bay เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาการ Sleep ขึ้น ต้นเหตุของปัญหาก็เนื่องมาจาก Hibernate Mode นั่นเอง อธิบายง่ายๆ ก็คือ Apple ได้ตั้งค่ามาตรฐานของ Hibernate Mode เป็น 3 ความแตกต่างหลักๆ ก็คือ 0 - เป็นโหมดแบบดั้งเดิม ก็คือเก็บข้อมูลใน RAM เมื่อเข้าสู่ Sleep Mode ตัดฟังก์ชั่น Safe sleep ทำให้ตื่น (Wake) เร็วมาก 1 - เป็น Hibernation mode ข้อมูลที่อยู่ใน RAM จะถูกเขียนลงใน Disk ระบบจะเสมือนว่าปิดตัวลงเมื่อ "Sleeping" และทำให้เวลาที่ตื่น (Wake) นานขึ้น เนื่องจากต้องนำข้อมูลจาก Hard drive ไปเขียนบน RAM 3 - เป็นค่ามาตรฐานของเครื่อง เริ่มใช้เมื่อสิงหาคม 2005, RAM จะเปิดเมื่อเข้าสู่โหมด Sleep และ Ram จะเขียนข้อมูลลงไปใน Disk ก่อนที่จะหลับ ในกรณีที่เกิดไฟฟ้าขัดข้อง (หรือไม่มีแหล่งจ่ายไฟ หรือแบตเตอรี่หมด) เครื่องจะเข้าสู่ Hibernation Mode โดยอัตโนมัติ 5 - เหมือนกับ Mode 1 แต่จะใช้ Secure Virtual Memory แทน (ซึ่งอยู่ใน System Preferences -> Security) 7 - เหมือนกับ Mode 3 แต่จะใช้ Secure Virtual Memory แทน สำหรับ SSD แล้ว เนื่องจากเขียนบ่อยๆ มีผลกับอายุการใช้งาน SSD หลายๆ ที่จึงแนะนำให้เปลี่ยน Hibernate Mode เป็น 0 แทน สรุป แม้ว่าราคา SSD จะยังมีราคาสูงอยู่พอสมควร แต่ประสิทธิภาพที่ได้ต้องบอกได้เลยว่าคุ้มค่าเงินครับ ยิ่งไปกว่านั้นราคา SSD มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ อีกด้วย สำหรับ Plextor M3 เข้าใจว่าในเมืองไทยยังไม่มีใครเป็นตัวแทนเข้าไปจำหน่าย แต่ด้วยการรับประกันถึง 5 ปี รวมไปถึงประสิทธิภาพที่ดีกว่า ด้วยราคาที่ไม่แพงถึงขนาด Samsung ก็ต้องถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว เนื่องจาก SSD ความจุสูงยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง ทางเลือกที่ดีกว่าก็คือใช้ SSD เป็น Boot Drive และใช้ HDD ที่มีความจุมากกว่าเป็น Storage Drive ซึ่งเป็นทางเลือกที่ใช้กันมากใน Desktop ในระดับ Gamer ใช้ โดยส่วนตัวแล้ว ถ้ายังไม่รีบร้อนปีหน้าดูจะเป็นปีที่น่าสนใจว่า SSD จะเริ่มเข้ามาทดแทน Harddisk แบบจานหมุนดั้งเดิมได้มากขนาดไหน? เพราะในตอนนี้ราคาต่อ MB ยังค่อนข้างสูงอยู่
  4. เพื่อนๆ ที่ใช้ Obtibay ทำให้มี HDD 2 ลูกในเครื่อง อยากทราบว่า Backup อย่างไรครับ 1. Time Machine สามารถทำ Backup ได้ทั้ง 2 ลูกไหม ?? 2. ถ้าไม่ได้ ทำอย่างไรกันมั่งครับ กำลังมอง NAS อยู่ครับ
  5. สวัสดีครับ เนื่องจาก Macbook 13 นิ้ว ปี 2008 (ตัว 2 Gb) ของผมเริ่มออกอาการไม่ไหว เนื่องจากทำงานช้าลงมาก เพราะผมต้องใช้งานฝั่ง Windows ด้วย แต่เนื่องจากผมชอบทำทุกอย่างบนฝั่ง Mac เช่น Chat , Web และตัดต่อรูปง่ายๆ เป็นต้น ทำให้ต้องเปิด Parallels Desktop ไปด้วย และอายุของเครื่องนี้ต้องอยู่อีก 2 ปี บริษัทถึงจะให้ซื้อเครื่องใหม่ การ Upgrade จึงต้องเกิดขึ้น จากการที่ได้อ่าน กระทู้ต่างๆ ใน Freemac ทำให้รู้ว่า เครื่องผมสามารถใส่ Ram ได้ถึง 8 Gb และ จากที่มีเพื่อนท่านนึง Review การใส่ HDD แทน DVD เป็นลูกที่ 2 โดยใช้ตัว Optibay แต่เมื่อผมลองคำนวณราคาดูจากใน Web เองพบว่า Ram 8 gb but 1333 (2,500) + SSD > 60 Gb (3,600) + Optibay สั่งจาก Ebay (3,200) = 9,300 โอไม่ไหว เกินงบที่ตั้งไว้ ไม่เกิน 7,000 ไปมาก ยกเลิก เอาแค่ Ram อย่างเดียว เลยลองโทรไปถาม Mac power up ที่เป็นผู้สนับสนุน Web เรา เรื่องราคา Ram ก็พบว่าราคาที่ ให้คือ 2,100 บาท เลยลองถามเล่นๆ เรื่อง SSD กับ Optibay ก็พบว่า Macpowerup ได้นำ Optibay เข้ามาขาย โดยทางร้านได้แจ้งว่าราคา SSD 60 Gb คือ 3,600 และ Optibay คือ 1,200 (น่าจะต่อราคาได้อีก) ซึ่งโดยรวมก็อยู่ที่ประมาณ 6,900 ซึ่งอยู่ในงบ แต่ปัญหาของผมก็คือ แล้วจะเอามาใส่ไงล่ะนั้น แต่ทางร้านก็แจ้งว่า บริการใส่ให้ ผมเลยทำการถ่ายรูปมาให้เพื่อนดูกัน เริ่มต้นก็เอา SSD ออกจากกล่อง โดยเป็น SSD ที่ขนาด 6o Gb OCZ (ไม่ต้องเอามาก เพราะไม่ต้องใช้เก็บ Data โดยเอา Data ไปเก็บไว้ใน HDD ลูกเก่าในเครื่อง) เอา Optibay ออกจากกล่อง เดี่ยวมาต่อ
×