Jump to content

Search the Community

Showing results for tags 'Review'.



More search options

  • Search By Tags

    Type tags separated by commas.
  • Search By Author

Content Type


Forums

  • News & Announcement
    • Apple News
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ประกาศจากเวบไซต์
  • Free to Talk
    • Freemac Club
    • Mac Hardware
    • Mac OS & Software
    • iPhone / iPod / iPad / AppleTV / Apple Watch
    • BB / Android / SmartPhone / MobilePhone
    • Gadget / อุปกรณ์เสริม / ต่อพ่วง / เคส / กระเป๋า / เม้าส์
    • D.I.Y.
    • ห้องกล้อง
    • ห้องตัดต่อ
    • ห้องเสียง
    • ห้อง Designer
    • ห้องเกม
    • สัพเพเหระกับ Mac
  • คลังกระทู้น่าสนใจ
    • Review
    • Tips & Tricks
  • Freemac Mall
    • Freemac Mall
    • ประกาศของหาย
  • Photo Club's Gallery

Find results in...

Find results that contain...


Date Created

  • Start

    End


Last Updated

  • Start

    End


Filter by number of...

Joined

  • Start

    End


Group


AIM


MSN


Website URL


ICQ


Yahoo


Jabber


Skype


Location


Mac


iPhone


iPod


iPad


Facebook


Twitter

Found 19 results

  1. tum

    CameraFi review

    พอดีช่วงนี้งาน Production ของผม ลูกค้ามักจะถามว่าทำ Facebook Live ได้มั้ย จากปกติ เราเคยแต่ทำออกอากาศโทรทัศน์ พอจะต้อง Live ใน Facebook เลยต้องหาข้อมูลกันพอสมควร CameraiFi เป็นอุปกรณ์ที่จะตอบโจทย์งานผมช่วงนี้ได้เป็นอย่างดีครับ เค้าใช้กันมานานแล้วล่ะ แต่ผมเพิ่งจะจำเป็นต้องใช้ เพราะภาพจากโทรศัพท์มือถือ มีข้อจำกัดหลายอย่าง เราอยากจะได้ภาพจาก OB Switch หรือกล้องที่มี Lens ช่วงอื่นๆ ก็ทำไม่ได้ แต่ CameraFi ตอบโจทย์ครับ สามารถทำให้ Live จากกล้อง DSLR, Mirrorless ผ่านมือถือหรือ Mac ได้เลย ข้อจำกัด 1. ใช้ผ่าน Com ได้ ทั้ง Mac และ PC ผ่านโปรแกรม OBS Studio 2. โทรศัพท์มือถือ Android เท่านั้น ดูรุ่นที่ใช้งานได้ที่นี่ 3. กล้องที่จะนำมาใช้ ต้องมี Clean HDMI Output ไม่งั้นภาพขึ้นทั้งเฟรม รวม Info ด้วยครับ 4. กล้องบางรุ่น เช่น 5D Mark III ภาพออก แต่เสียงไม่ออก ต้องใช้เสียงจากมือถือ ตรวจสอบกับร้านก่อนตัดสินใจซื้อครับ ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.camerafi.com https://www.facebook.com/vaultmicrocamerafi/ สำหรับตัวแทนจำหน่ายในบ้านเรา มีหลายที่ครับ ส่วนตัวผม จะไปซื้อที่ GiGShop.com ITMall ครับ แนะนำเลยที่นี่ของครบ https://www.facebook.com/gigshop/
  2. tum

    Laptop Foot Review

    วันนี้มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับ Gadgetrend ครับ เลยได้โอกาสลองของเล่นสนุกๆ แต่น่าสนใจมานิดหน่อย ได้จับเจ้าตัวนี้ครับ ของ Bobino สัมผัสแรก เป็นยาง ข้างในเป็นพลาสติกแข็ง ขนาดไม่ใหญ่ อยู่ในมือพอดีๆ ลองกดๆ ดู ก็ค่อนข้างจะแข็งแรง เดาเท่าไรก็ไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร ทางร้านเฉลยมาเง่ายๆ เลยครับ มันคือ Laptop Foot ใช้เหมือนพวก Cooling Pad ที่วางขายทั่วไปเลยครับ แต่วางหนุนแค่ตรงกลางเฉยๆ ดื้อๆ เลย ผมลองวางด้วย MacBook Air ก็พบว่าวางได้นิ่ง ทำงาน พิมพ์งาน ไม่มีกระดก หรือเอียงไปมาให้น่ารำคาญเลยครับ ถ้าจะกระดก ต้องไปออกแรงกดตรงมุมเครื่อง ซึ่งปกติเราก็ไม่ได้ไปกดมันอยู่แล้ว หลักการของมันก็มีแค่ง่ายๆ เลยครับ วางให้เครื่องลอยกว่าพื้นโต๊ะเล็กน้อย จะได้มีลมผ่าน ช่วยระบายความร้อนให้ Notebook ได้เป็นอย่างดีครับ ลองวางเทียบกับ Laptop Foot ที่ใช้อยู่นี่ พ่อกับลูกเลยทีเดียว เจ้า Laptop Foot จาก Bobino ตัวนี้ เลยเป็น Gadget ที่น่าสนใจ สำหรับคนที่ไม่อยากให้เครื่องร้อนนาน ระบายอากาศได้ดี และที่สำคัญ พกพาสะดวกมากครับ ข้อเสียคงมีแค่ มันไม่มีพัดลม ซึ่งก็ไม่ได้จำเป็น แล้วก็ต้องวางบนโต๊ะ หรือพื้นที่เรียบ วางบนโซฟา บนตัก ไม่รอดครับ ใครสนใจ ทาง Gadgetrend กำลังจะเอาเข้ามาจำหน่ายในเร็วๆ นี้ครับ ราคาไม่แพงด้วย โปรดติดตามได้ที่ website : http://www.gadgetrend.com/ Facebook : https://www.facebook.com/gadgetrend/ หรือเยี่ยมชมได้ที่ร้าน ทั้งสองสาขาครับ The Nine พระราม 9 และ อัมรินทร์พลาซ่า ชั้น 2 ขอบคุณ Gadgetrend เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ครั้งนี้ครับ
  3. หลังจากปีที่แล้ว Apple ประกาศชัดเจนแล้วว่า จะไม่ผลิต Thunderbolt Display แล้ว และแนะนำให้ไปซื้อยี่ห้ออื่นแทน หลายคนก็เริ่มมองหาจอยี่ห้ออื่นมาใช้ เพื่อตอบสนองการใช้งาน โดยเฉพาะงานด้าน Graphic สิ่งพิมพ์ หรืองาน VDO ที่ต้องการคุณภาพจอที่ค่อนข้างสูง Dell มักจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของคนทำงานอย่างเราๆ ครับ ทั้งชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนาน คุณภาพที่ล้นเหลือ และบริการหลังการขาย ในขณะที่เทคโนโลยีของจอภาพที่เพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ Apple เราดันหยุดผลิตจอไปซะ จอที่จะต้องเลือกมาใช้งาน ก็เลยมาลงที่ Dell กันหลายคน รอบนี้ผมได้รับการติดต่อจาก Dell ให้ลองเอาจอ DELL P2715Qt ที่เป็นจอคุณภาพสูงระดับ 4K มาใช้งานดูสักหน่อย ว่าเป็นอย่างไรบ้าง คงพลาดไม่ได้ที่จะเอามาแบ่งให้เสียตังกันครับ DELL P2715Qt เป็นจอ 4K ขนาด 27” IPS ครับ รายละเอียดสเปกตามนี้ครับ แกะกล่อง เรามาลองดูกันก่อนครับ ว่าในชุดจะมีอะไรมาให้เราบ้าง กล่องค่อนข้างใหญ่นะครับ ถ้าเทียบกับรถตู้ เฮ้ย ไม่ใช่!! ภายใน Pack มาหนาแน่นดีครับ แต่ผมว่าถ้าเป็นโฟมฉีดขึ้นรูปแบบของ Apple ทำ น่าจะแน่นหนากว่าไหม อันนี้ฝากไว้นะครับ ภายในกล่อง บรรจุ ตัวจอ ขนาด 27 นิ้ว ขาตั้ง เพลทปิดช่องหลังจอ สาย Display สาย USB สาย Power แผ่น Software Port มาดู Port กันก่อน เพราะหลายคนจะถามกันว่า ถ้า Apple เลิกผลิตจอ แล้วจะใช้ Mini Display / Thunderbolt Port ได้ยังไง ต้องมี Adapter ไหม นี่คือ Port ที่จอ DELL P2715Qt มีมาให้ครับ ส่วนที่ใช้ในการส่งสัญญาณภาพ จะมี HDMI Display Port (In) Mini Display Port Display Port (Out) นอกจากนั้นจะเป็น Audio Out แล้วก็ USB 3 ครับ การที่มี Port Display Out ให้ด้วย หมายความว่าจะสามารถส่งสัญญาณภาพ 4K ออกไปยังจออื่นได้อีกด้วยครับ ตัว Display Port ที่ให้มา จะมีหัวด้านนึงเป็น Display Port อีกด้านนึงเป็น Thunderbolt ครับ นั่นทำให้คุณสามารถต่อจอ DELL P2715Qt กับ Mac ของคุณผ่าน Port Thunderbolt ได้เลยครับ รูปลักษณ์ภายนอก จะบอกว่ายังไงดี มันก็สไตล์ Dell แหละครับ เห็นแล้วนึกถึงผู้ชายใส่สูทเท่ๆ ออกแบบเรียบง่าย สวยงาม ดูแข็งแรงโดยไม่ต้องหนาเตอะครับ ติดตั้งใช้งาน การติดตั้งทำได้ง่ายมากๆ แค่ประกบแล้วกดกรึ๊บ ก็พร้อมใช้งานครับ ไม่ต้องขันน็อต ขาตั้งที่ให้มาด้วย ใช้งานได้ดีมาก สามารถสไลด์ขึ้นลงได้โดยไม่ต้องกดปุ่มอะไรเลย ลองใช้ ผมได้ทำการทดสอบด้วยการต่อจอ DELL P2715Qt เข้ากับ Macbook Pro 15-Inch 2012 กับ iMac 2K แล้วใช้งานเบื้องต้นดูครับ ทดลองต่อพ่วง HDD Thunderbolt ผ่านจอ DELL P2715Qt แน่ล่ะ Thunderbolt แทบจะเป็น Port หลักของแมคในยุคหลังๆ ก่อนจะเป็น USB-C อุปกรณ์หลายอย่างที่เรามีอยู่ก็จะใช้งาน Thunderbolt กัน ผมก็เลยทำการทดสอบอีกรูปแบบนึง โดย ต่อ External SSD แบบพกพา ผ่าน Port mDP ของจอเลย ผลที่ได้คือไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ คือถึงแม้ว่า Port จะว่างอยู่ แต่ก็ไม่สามารถรับส่งข้อมูลได้ ผมเลยลองต่อผ่าน External Thunderbolt HDD ดูครับ เป็นของ WD My Book สามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบตามปกติครับ ความเร็วไม่ตก การแสดงผลไม่เพี้ยนแต่อย่างใด ไหนๆ แล้ว ด้วยความอยากรู้ เลยต่อสาย Thunderbolt (แท้ Apple) จาก MacBook Pro เข้า Port miniDisplay ของจอไปเลย น่าเสียดาย มันไม่แสดงผลแฮะ สอบถามไปทาง DELL ได้ความว่า มันเป็น mini Display Portเท่านั้น ไม่ใช่ Thunderbolt ดังนั้น มันจะไม่ได้ทำหน้าที่ของ Thunderbolt ครับ ความประทับใจ ต้องบอกว่า ค่าสีที่คาลิเบรตมาจากโรงงานนี่เป๊ะมากครับ ทันทีที่ต่อเข้ากับแมค มันก็ออโต้เลือกค่าสีเองเลย แล้วก็ใกล้เคียงกับจอของผมทั้งสองเครื่องมากๆ ครับ โดยแมคทั้งสองเครื่องของผม ผ่านการ Calibrate มาแล้วเรียบร้อยครับ มันเป๊ะมาก เรื่องความคมชัดนี่ก็หายห่วง iMac 2K นี่ ทำอะไรจอเค้าไม่ได้จริงๆ แต่ถ้า iMac 5K นี่น่าลองนะครับ พอดีผมไม่มีเครื่อง ภาพซ้าย เป็น DELL P2715Qt 4K ขวาเป็น iMac 2K ตัวเครื่องเอง มีปุ่มให้สามารถปรับตั้งค่าเบื้องต้นได้อีกพอสมควรเลย ใช้ไม่ยากครับ เมนูมีให้ประมาณนึง แต่ถึงเวลาใช้จริงก็แทบไม่ได้กดแหละ ลองเปิดดูหนัง 4K ใน Youtube นี่ก็คมชัด สีสันสดใสมากครับ สรุป ข้อดี จอ DELL P2715Qt ความละเอียดระดับ 4K ขนาดจอ 27” ราคาท้องตลาดอยู่ที่ 2x,xxx ครับ สองหมื่นต้น แต่ให้ประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในการใช้งาน ในขณะที่ Apple หยุดสายการผลิตจอแยกไปแล้ว เครื่องตัว Top อย่าง Mac Pro หรือการต่อพ่วงเป็นจอที่ 2,3 ในการใช้งานระดับมืออาชีพ ผมว่า DELL P2715Qt ตอบโจทย์ได้ดีมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะในเรื่องของ Thunderbolt Port ที่จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกเยอะครับ ข้อเสีย ตอนนี้ที่พบอยู่ จะมีแค่เรื่อง mDP ที่ไม่ได้เป็น Thunderbolt แต่แน่ล่ะ ถ้าจะให้เป็น Thunderbolt ด้วย ราคาคงสูงขึ้นไปอีก ก็แก้ง่ายๆ สำหรับคนอุปกรณ์เยอะ คือใช้จอ DELL P2715Qt เป็นปลายทางสำหรับ Part Data ก็จะจบปัญหาครับ ด้านภาพ เค้ายังต่อไปได้อีก แต่ผมไม่มีอุปกรณ์ทดสอบ และสำหรับเครื่องรุ่นใหม่ๆ ที่เป็น USB-C แล้วไม่มี Thunderbolt 2 Port ทาง DELL เค้าออก USB-C and Thunderbolt 3 docks มาจำหน่ายนะครับ นอกนั้นต้องยอมรับว่าสมบูรณ์แบบจริงๆ สำหรับการเป็นจอ 4K ที่เราจะเลือกมาใช้งานกับ Mac ตัวเก่งครับ ขอขอบคุณ DELL Thailand มากๆ นะครับ ที่ส่งอุปกรณ์มาให้เราได้ทดสอบกัน รอบหน้า จะเป็นอะไร ก็คอยติดตามชมกันนะครับ SaveSave SaveSave
  4. ตอนนี้ iStudio by Uficon มีโปรโมชั่น ลดราคา Polaroid Easy Clip On กล้องติด iPhone ราคาเพียง 490 บาท จากปกติ 990 บาท เพียงโชว์ iPhone ของคุณครับ ผมก็ไปจัดมาชุดนึง เพราะชื่อ Polaroid เลยนะนี่ เลยเอามารีวิวสักหน่อย ก็ไม่ผิดหวังครับ Polaroid Easy Clip On จะมีหลายรุ่น หลายแบบนะครับ เช่น 5X Telephoto, 238 Super Fisheye, 3 in 1, 0.4x Super wide แล้วก็มีหลายสี ชมพู ฟ้า ดำ เงิน ทอง ตัวที่ผมไปสอยมาก็จะเป็น 3 in 1 ครับ หลายๆ คนคงเคยเล่นของ Ollo Clip บ้าง ของจีนบ้าง มีวางขายทั่วไป Polaroid Easy Clip On ก็คล้ายๆ กันครับ คือมีตัวเลนส์มาให้ 2 ชุด ชุดนึงเป็น Fisheye อีกชุดนึงเป็น Wide + Macro นอกจากตัวเลนส์แล้ว ก็จะมีตัวแหวน ที่ทำหน้าที่เป็นคลิป หนีบกับโทรศัพท์เรา แล้วก็มีฝาปิด กับถุงผ้ามาให้ครับ ตัวเลนส์ติดกับโทรศัพท์ง่ายมาก แม้จะใส่เคสอยู่ ขนาดไม่ใหญ่ครับ กะทัดรัด พกพาง่าย มาดูภาพที่ได้กันครับ แจ่ม ผมติดกับ iPhone 6 Plus ครับ (เก๊าเก่า) อันนี้ Macro จ่อกันขนาดนี้ โดยรวมถือว่าคุ้มโคตร ในราคาแค่นี้ แค่เดินเข้า iStudio by Uficon ครับ สนใจก็ติดต่อสอบถามกันนะครับ ก่อนของจะหมด แล้วจะอดเล่น ขอบคุณ iStudio by Uficon ที่ลดราคา ขอบคุณน้องโอปอไฟเตอร์ ที่รีบมาแจ้งข่าวนะครัชชชช
  5. ห่างเหินจากการเขียนรีวิวไปนาน เพราะงานยุ่งมากมายครับ แต่รอบนี้อดไม่ได้ ขอเขียนสั้นๆ ละกัน สำหรับ Review Airport Extreme ใหม่จาก Apple Apple เปิดตัว Airport Extreme ตัวใหม่นี้มาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา แบบที่หลายคนไม่ค่อยจะได้มองถึงมันเท่าไหร่ เพราะสายตาไปจับจ้องกันอยู่ที่ Mac Pro, iOS 7, Marvericks กันหมด Airport Extreme ใหม่นี้ รองรับมาตรฐาน 802.11ac ซึ่งให้ความเร็วสูงถึง 1Gbps ในการ Copy (ในทางทฤษฎี) นั่นคือเร็วพอๆ กับเสียบสาย LAN เลยครับ แต่แน่นอนครับ เครื่องที่จะใช้ความเร็วขนาดนั้น ต้องรองรับ 802.11ac ด้วยเช่นกัน มาดูกันดีกว่าครับ ว่าเจ้า Airport Extreme ใหม่นี้ เหมาะกับเราแค่ไหน Airport Extreme ใหม่ เปลี่ยนหน้าตาไปเป็น 4 เหลี่ยมทรงสูง มาในกล่องทรงเดียวกันครับ ภายนอกระบุข้อมูลต่างๆ ไว้ครบครัน แกะกล่องออกมาดู จะพบกับตัว Airport ห่อพลาสติกสีขาวไว้อีกชั้นอย่างเรียบร้อย สวยงาม ขนาดตัวไม่เล็ก ไม่ใหญ่ครับ ผมลองวางบน MacBook Pro 15-Inch Retina เผื่อให้พอนึกออก ด้านหลังเครื่อง จะเห็น Port ต่างๆ อยู่ใต้พลาสติกอีกชั้น อุปกรณ์ที่มีมาด้วย จะมี • Airport Extreme • สาย Power 1 เส้น • คู่มือการใช้งาน (ภาษาไทย) ด้านล่างของเครื่อง ยังมีแผ่นพลาสติกสีดำปิดมาอีกทีครับ แกะห่อพลาสติกออก จะเห็น Port ต่างๆ ครับจะมี • 3 x Gigabit LAN • 1 x USB 2.0 • 1 x Gigabit WAN • Built-in power supply รูเล็กๆ ข้างๆ นั่นเอาไว้ Reset เครื่อง ตอนเปิดเครื่อง จะขึ้นไฟสีส้มกระพริบครับ ช่องล่างสุด Gigabit WAN เอาไว้เสียบสายแลนจาก Modem ครับ หลัง Setup ในบางรูปแบบเสร็จ จะขึ้นไฟสีเขียว Airport Extreme สามารถ Setup ได้หลายรูปแบบ เช่น 1. แบบสร้าง Network ขึ้นมาใหม่ โดยรับสัญญาณ Internet มาจาก Modem โดยตรง 2. แบบเข้าวง Network แบบมีสายเดิมที่มีอยู่ เพื่อจ่ายสัญญาณ Wi-Fi 3. ใช้ขยายสัญญาณ Wi-Fi เดิมให้แรงขึ้น (ใช้ได้กับ Airport ด้วยกัน) 4. ใช้เป็น Bridge Mode สำหรับต่อพ่วงอุปกรณ์อื่นเช่น HDD หรือ Printer การตั้งค่าเริ่มต้น ทำได้ง่ายๆ ครับ เปิดเครื่องโดยเสียบสายไฟ จากนั้นค่อยเสียบสายอื่นๆ เข้าไปครับ ใน Mac ต้องมีโปรแกรม Airport Utility 6.3 ขึ้นไป เพื่อทำการ Setup นะครับ สามารถ Setup ผ่าน iDevices ได้ด้วย โดยติดตั้ง App Airport Utility เพิ่มเติม iPad iPhone มาดูการ Setup แบบง่ายๆ กัน ที่ Office ผม มีเน็ท 2 สาย คือ True ADSL 1 สาย และ Airnet อีก 1 สาย โดยผมได้ทำการรวมกันผ่าน Load Balance RV042 ของ Cisco ไว้แล้ว จึงเลือก Setup Airport Extreme แบบที่ 2 คือจับเข้าวง LAN เดิม แล้วจ่ายสัญญาณ Wi-Fi เมื่อเปิดเครื่อง จะพบสัญญาณเครือข่ายเต็มไปหมด แต่ด้านล่าง จะมองเห็น Airport Extreme อยู่ครับ แค่เลือกตรงนั้น มันก็จะเปิด Airport Utility ขึ้นมาให้ครับ ที่หน้า Airport Utility ก็จะตรวจสอบให้ และดำเนินการ Setup ให้คุณอัตโนมัติครับ แบบมาตรฐานทั่วไป ก็แค่เอาสาย LAN ต่อกับ Router แล้วต่อเข้าช่อง WAN (ล่างสุด) ของ Airport Extreme แล้วเริ่ม Setup ครับ แต่สำหรับผม เงื่อนไขมันแตกต่างไป เลยต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเล็กน้อย หลังจากจับ Wi-Fi ของ Airport Extreme ติดแล้ว มันก็จะตั้งชื่อ Network เบื้องต้นมาให้เลย ในตัวอย่างก็จะใส่ชื่อผมมาเลยครับ เราสามารถตั้งชื่อใหม่ได้ตามใจชอบ จากนั้นก็กรอก Password ครับ ขั้นตอนสุดท้ายก็แค่เลือกว่า จะให้มันส่งข้อมูลกลับไปให้ Apple ไหม ถ้าเกิดมันมีปัญหา เราก็แค่เลือก send … ไปครับ จากนั้นก็พร้อมใช้งาน แต่กรณีผม จะต้องจับมันเข้าวง LAN เดิมเพื่อแทน Router ตัวเก่าก่อนจึงต้องกดที่ Other options ตอน Setup ครับ ใน Other Options จะมีให้เลือก 4 หัวข้อ 1.สร้าง Network ใหม่ 2. เพิ่มเข้าไปใน Network เดิม (ต้องมี Airport อยู่แล้ว) 3. ใช้แทนอุปกรณ์เก่า (ผมเลือกข้อนี้) 4. Restore Setting จากนั้นก็กำหนดค่าให้แบบเดียวกันครับ แต่ของผมเจอปัญหานิดหน่อย ว่ามันไม่จ่าย IP ออกมาให้ แล้วต่อออกเน็ทไม่ได้ เลยต้องบังคับให้มันใช้ Static IP ไปเลย อันนี้เป็นภาพหลังต่อติดสำเร็จเรียบร้อยตามปกติ ไฟที่ Airport Extreme จะขึ้นสีเขียว อันนี้ต่อเป็นแบบขยายวง Network เดิมของผม ออกเน็ทได้ (สีเขียว) ตัว Airport Extreme ขึ้นไฟสีเหลืองกระพริบ อันนี้ตอน Setup ผ่าน แต่ออกเน็ตไม่ได้ ก่อนที่ผมจะมาปรับค่า Airport Extreme ใหม่ ทดสอบใช้งานครับ สัญญาณแรงมาก Office ผม 5-6 ชั้น สัญญาณขึ้นเต็มเกือบตลอดทุกชั้น จากเดิมที่ใช้ ZyXel เป็น AP แค่ชั้น 3 ก็เน็ตติดๆ หลุดๆ แล้ว ทดลองต่อ HDD พ่วงเข้ากับ USB Port แล้วแชร์ครับ Mount ขึ้นมาให้ง่ายๆ แค่คลิกที่ icon Airport Extreme ในบาร์ด้านข้างครับ แสดงผลเป็น icon บน Desktop เลย ผมลอง Copy ไฟล์ผ่านดู ทำความเร็วได้แค่เนี้ย 2.58MB/s แต่ยังไม่ได้เทสต์จริงจังนะครับ แค่ลอง Drop สักไฟล์ 2 ไฟล์ แถมเครื่องผมยังเป็น 802.11n ด้วย ลองเสียบ Printer เข้ากับ Airport Extreme ครับ ผมใช้ Canon IP 4970 อยู่ เลือก Add Printer เพิ่มได้เลย สั่ง Print ได้เลยตามปกติ หากคุณต้องรับลูกค้าบ่อยๆ Airport Extreme ยังช่วยให้คุณจัดวง Wireless แยกออกจากส่วนของบริษัทได้ด้วยครับ โดยการสร้างเป็น Guest Network ซึ่งจะช่วยไม่ให้บุคคลภายนอก เข้าถึงทรัพยากรระบบอื่นๆ ที่เราแชร์กันอยู่ในวงได้เลย ไม่ว่าจะเป็น NAS, Printer, เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ ตัว Airport Extreme ยัง Setup ได้อีกหลายแบบเลยครับ แต่เอาคร่าวๆ แค่นี้ก่อนละกันครับ ข้อดี • Compatible นี่มาอันดับ 1 เลย ใช้งานกับ Mac OS , iOS ได้ดีมาก สมบูรณ์แบบมากๆ • Setup ผ่าน iOS ก็ทำได้ง่ายๆ • สัญญาณแรงจริงๆ • ราคาไม่สูงมากไป ถ้าเทียบกับ Router ที่เป็น 802.11ac ด้วยกัน • ตั้งค่าไม่ยากนัก แค่ไม่กี่คลิกก็จบ • สวย ไม่เปลืองเนื้อที่ ไม่มีเสา ข้อเสีย • ใน Network บางรูปแบบทำให้วุ่นวายในการงมพอสมควรทีเดียว • ให้ Port มาเป็น USB 2.0 ทั้งที่ตอนนี้ไปถึง 3 กันหมดแล้ว แต่ก็เข้าใจว่าทำความเร็วได้ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก • USB ให้มา Port เดียว ต่อทั้ง Printer และ HDD พร้อมกันไม่ได้ กั๊กไว้ให้ซื้อ Time Capsule ชัดๆ แต่โดยรวมแล้ว ผมชอบมากครับ คุ้มตังเลยทีเดียว ข้อมูลเพิ่มเติม : Airport Extreme
  6. กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ โปรดอ่านคำแนะนำท้ายบทความด้วยนะครับ ผมเลิกสูบบุหรี่จริงๆ มา 2 เดือนเต็มแล้วครับ หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน ช่วงที่ผ่านมา เบื่อๆ เวบเรา ผมก็ไปหมกตามเวบบุหรี่ไฟฟ้า ลองนั่นลองนี่ไปเรื่อย ด้วยความที่ราคามันไม่สูงจนเกินไป แล้วยังทำให้ผมหยุดสูบบุหรี่จริงๆ ได้อีกด้วย สำหรับท่านที่ไม่รู้จักบุหรี่ไฟฟ้า ผมขออธิบายพอสังเขปให้นิดนึง จะได้ไม่งงนะครับ บุหรี่ไฟฟ้าถูกประดิษฐ์และคิดค้นขึ้นครั้งแรกเมืือปี 2003 หรือ 10 ปีที่แล้วที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยชาวจีนที่ชื่อ Hon Lik อายุ 52 ปี เป็นเภสัชกร เค้าเป็นนักประดิษฐ์ และก็สูบบุหรี่ด้วย เค้าประดิษฐ์บุหรี่ไฟฟ้ามา เพราะพ่อเค้าตาย จากโรคมะเร็งปอดเพราะสูบบุหรี่จัดมาก หลังจากนั้น บุหรี่ไฟฟ้าก็เริ่มเป็นที่รู้จัก และนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายกันมากขึ้นเรื่อยๆ บุหรี่ไฟฟ้าได้รับการต่อต้านจากบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่เช่นฟิลลิปส์ มอริส หรือบริษัทยาที่ผลิตหมากฝรั่งนิโคติน หรือแผ่นแปะนิโคตินขาย ว่าเป็นอันตราย แต่เมื่อเห็นที่มา ก็คงพอจะทราบได้อยู่ว่าทำไมเขาจึงต่อต้าน รวมไปถึงในบ้านเรา ก็มีข่าวจากหลายสื่อ เกี่ยวกับอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งที่ยังไม่ได้มีการวิจัยอย่างเป็นรูปธรรมถึงอันตรายดังกล่าว แต่หลายประเทศในยุโรป อนุญาตให้นำเข้า รวมไปถึงส่งเสริมให้ใช้อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้ว น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ประกอบด้วยสาร PG (Propylene Glycol) และ/หรือ VG (Vegetable glycerine) ซึ่งเป็นตัวทำละลายระดับที่บริโภคได้ (Food-Grade) สารพีจีอยู่ในเครื่องสำอางแทบทุกชนิด รวมทั้งแชมพู สบู่ โฟมล้างหน้า หรือแม้กระทั่งลูกอม นอกจากนี้จะเป็นสารแต่งกลิ่นต่างๆ และนิโคติน ข้อดีของบุหรี่ไฟฟ้าคือ เราจะไม่ต้องได้รับสารพิษเช่นทาร์ ยาฆ่าแมลง หรือสารอื่นๆ อีกกว่า 3000 ชนิดในบุหรี่อีกต่อไป เพราะรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้าคือไอน้ำ และหากจะพูดถึงควันบุหรี่มือสอง ก็จะปลอดภัยกว่าบุหรี่จริงๆ มากมายนัก เพราะแทบจะไม่มีควัน หรือกลิ่นไปรบกวนใครเลย ส่วนนิโคตินที่เป็นส่วนผสมนั้น ก็เล็กน้อยจะหมดไปแล้วตั้งแต่ถูกสูบตามปกติ บุหรี่ไฟฟ้า มีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 อย่างใหญ่ๆ 1. น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid) เป็นสารสร้างควันดังที่กล่าวมาแล้ว มีหลากหลายยี่ห้อและกลิ่น 2. แบตเตอรี่ ทำหน้าที่จ่ายไฟ 3. Atomizer หรือ Clearomizer หรือ Cartridge เป็นส่วนบรรจุน้ำยา สร้างควัน เข้าเรื่องนะครับ บุหรี่ไฟฟ้าโดยทั่วไป จะมีแบตเตอรี่เป็นเมคานิคล้วน คือทำหน้าที่จ่ายไฟตามสเปกที่กำหนด โดยมีใส้แบตเตอรี่เป็น Lithium ทนทาน ไฟแรงในระดับประมาณ 3-4 Volt แต่ในปัจจุบัน มีแบตเตอรี่ที่เพิ่มความสามารถมากขึ้นหลายรูปแบบ เช่น ปรับเพิ่มความแรงของไฟได้ สามารถต่อตูดชาร์จ USB ไปด้วยได้ รองรับ Atom ได้หลากหลายรูปแบบ ส่วน eVic ที่จะมารีวิวให้อ่านในวันนี้ จะเป็นแบตเตอรี่สุดฉลาดที่น่ามีไว้ในครอบครอง สำหรับคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าครับ eVic ย่อมาจาก Electronics Vapor Intelligent Cigarette ครับ ผลิตโดย Joyetech 1 ในแบรนด์ดังของผู้ใช้งานบุหรี่ไฟฟ้า eVic มี Spec ดังนี้ครับ http://www.joyetech.com/product/details.php?gno=128 ในชุด Starter Kit ประกอบด้วย * 1 × eVic control head * 1 × eVic battery tube * 1 × rechargeable 2600MAH battery * 1 × eVic USB cable * 1 × eVic wall adaptor * 1 × eVic manual * 1 × MVR manual มาดูรูปร่างภายนอกกันก่อนครับ ตัวแบต ขั้วต่อ Atom รองรับทั้งแบบ 510 (แบบเก่า) และแบบ EGO (แบบปัจจุบัน) ตัวในชุด Starter Kit จะเป็นอลูมิเนียมสีเงินครับ ผมซื้อปลอกสีดำมาเปลี่ยน เพราะไม่ชอบสีเงินเค้าเท่าไหร่ แกะออกดูจะเห็นแบตเตอรี่ Lithium ของ Sanyo แบบ 18650 สีชมพู เปรียบเทียบขนาดกับบุหรี่ไฟฟ้าปกติทั่วไปครับ เหมือนบ้องอะไรสักอย่าง มาดูการใช้งานกันครับ eVic จะมีปุ่มกดสูบอยู่ด้านหลัง ด้านหน้าจะเป็นจอบอกรายละเอียดต่างๆ เช่น จำนวนครั้งที่กดสูบ ปริมาณแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ Mode ที่กำลังใช้งาน ความแรงของไฟที่เรากำหนดไว้ ค่าความต้านทานของ Atom ที่ใช้งานอยู่ ไปจนถึงสามารถบอกวัน,เวลาได้ด้วย เวลากดสูบ จะมีบอกเวลาเป็นวินาทีว่าคุณกดสูบนานแค่ไหนในแต่ละครั้งให้ด้วย นอกจากนี้ eVic ยังสามารถต่อกับคอมพิวเตอร์ของคุณผ่าน Port USB ได้ด้วย ทั้งแมคและพีซีครับ โดยจะมี Software ชื่อ MVR (My Vapor Record) มาให้ คุณสามารถดูสถิติการสูบของคุณ ตั้งค่าต่างๆ ให้กับ eVic ไปจนถึง Update Firmware ให้แบตเตอรี่ผ่าน MVR ได้อีกต่างหาก (เอาซี้ บุหรี่ไฟฟ้า Up Firmware ได้น่ะ) สำหรับคนสูบบุหรี่นะครับ eVic สามารถปรับความแรงของไฟได้ ทำให้คุณสูบไอน้ำได้อรรถรสใกล้เคียงบุหรี่จริงมากๆ ครับ อาจจะพกยาก หรือดูประหลาดหน่อย แต่ก็น่าจะดีกว่าเดินสูบบุหรี่จริงให้ชาวบัานด่าประชดประชันมากครับ ส่วนตัวผม จะมีบุหรี่ไฟฟ้าชุดเล็ก เอาไว้เวลาออกไปทำงานข้างนอก หรือต้องไปอยู่ในสถานที่ชุมชน เพื่อไม่ให้เค้าต้องแตกตื่นกันว่า ไอ้นี่เป็นโรโบค็อปหรือเปล่า ตอนนี้ผมหยุดบุหรี่จริงได้สนิทมาครบสองเดือนแล้ว ณ วันที่เขียนบทความนี้ และตั้งใจว่าครั้งนี้ จะต้องเป็นการเลิกบุหรี่ครั้งสุดท้ายของผมให้ได้ครับ คำแนะนำสำหรับท่านที่จะหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าเหมือนผม บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้แทนรสชาติของบุหรี่จริงได้ 100% นะครับ มันใช้แค่ช่วยให้คุณยังได้รับนิโคตินอยู่ ไม่ทรมานมากนักในการอดบุหรี่ครับ คุณควรลดปริมาณนิโคตินไปด้วยนะครับ ไม่ใช่สูบเอาสูบเอา เพราะเห็นว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว อันตรายน้อยกว่า หลายคนที่หักดิบได้เลย ไม่เดือดร้อน ไม่ควรหันมาหาบุหรี่ไฟฟ้านะครับ หยุดบุหรี่ได้แล้ว หยุดไปเลยครับ คำแนะนำสำหรับท่านที่ไม่ได้สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ไม่เหมาะสำหรับเอามาลองเล่น มันเหมาะสำหรับคนที่อยากเลิกบุหรี่เท่านั้นครับ คนติดบุหรี่ ได้รับการจัดกลุ่มเป็นผู้ป่วยนะครับ คำด่าแดกดันของคุณ ไม่ได้ทำให้เขาเลิกบุหรี่ได้ครับ สารนิโคตินในบุหรี่ ทำให้คนติดบุหรี่ ไม่ใช่ว่าจะเลิกง่ายๆ ครับ เราโง่หยิบมันมาสูบ เรารู้ตัวครับ เราก็พยายามจะเลิกกันทั้งนั้นแหละครับ ถ้าคุณเห็นคนสูบบุหรี่ไฟฟ้ากำลังพ่นควัน อย่ารังเกียจเขานะครับ เขาพยายามเลิกบุหรี่อยู่ และควันนั้นไม่เป็นอันตรายกับคุณแต่อย่างใดครับ ผมไม่ได้เขียนบทความนี้ เพื่อให้ทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้านะครับ ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน คำแนะนำสำหรับท่านที่สูบบุหรี่ มาเลิกบุหรี่กันเถอะครับ จะหักดิบ จะเคี้ยวหมากฝรั่ง จะใช้บุหรี่ไฟฟ้า มันก็ยังดีกว่าสูบบุหรี่ครับ หลายๆ คนอาจจะมองเราตลกๆ แปลกๆ ที่เห็นเราใช้บุหรี่ไฟฟ้า ช่างเค้าครับ เราสุขภาพดีขึ้น ครอบครัวเรามีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องสนใจสายตาเค้าครับ อันนี้ฝากไว้ครับ บุหรี่ 400 มวน ทำอะไรกับปอดได้บ้าง ส่วนคลิปนี้ แก้ข่าวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าครับ หวังว่าคงจะพอเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่คิดจะเลิกสูบบุหรี่นะครับ ข้อมูลอ้างอิงบทความ : http://www.joyetech.com/product/details.php?gno=128 http://th.wikipedia.org/wiki/ยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ http://www.janty.com/en/news/item/vapor-test-results-by-keca http://www.thailandquitline.or.th/news.php?id=58 http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/27486 เคมีภัณฑ์.com http://th.wikipedia.org/wiki/นิโคติน http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/healthtips/27498 http://www.dailynews.co.th/businesss/150893
  7. มาแล้วครับ ช้าไปหน่อย ติดงานหลายตัวหัวปั่น รีวิวกระเป๋ากล้องกันน้ำ Karana TravelGear "Wild Angle" Camera Dry Bag แจ่มมากครับขอบอก เกริ่นที่มาเล็กน้อย คุณ powerboil ได้ทำการออกแบบกระเป๋ารุ่นนี้เอง หลังจากแวะมาถามข้อมูลความเห็นอยู่ครั้งนึง แล้วก็เริ่มผลิตจริง โดยล็อตแรก ผลิตมาทันช่วงงานโฟโต้แฟร์ ปลายปีที่แล้ว และล็อตต่อไปจะเริ่มจำหน่ายในช่วงเมษายนปีนี้ครับ คุณบอยก็ได้ส่งมาให้ผมทำการทดสอบแบบธรรมดาๆ เพราะอยากเห็นว่ามันจะเหมาะกับการใช้งานของ Users ทั่วไปไหม ผมเลยจัดให้แบบเต็มคราบครับ >.< ลองมาดูกันครับ ว่าผลการทดสอบเป็นอย่างไรบ้าง อันนี้เป็นการทดสอบของคุณบอยครับ แจ้งไว้ว่า จับกดน้ำ อยู่ได้ประมาณ 14 วินาที (พอๆ กับผม) สรุปโดยรวม ผมว่ามันเวิร์คมากครับ ขอขอบคุณคุณ powerboil และ Outdoor Innovation Co.,Ltd. ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ทดสอบครับ ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.karanatravelgear.com/ http://www.outdoor.co.th/
  8. ห้าวหาญมารีวิวของไม่ถนัดอีกแล้ว รอบนี้ Samsung Galaxy Note 8.0 อันเนื่องมาจาก iPad 2 ของผมมีอาการ No Sim เป็นระยะๆ จนไม่สามารถใช้งานนอกสถานที่ได้ ส่งผลให้เกิดปัญหากับการทำงานพอสมควร จึงเดินเรื่องขออนุญาตภรรยาซื้อเครื่องใหม่ และด้วยความที่ iPad mini (ที่อยากได้เหลือเกิ๊น) ก็มีข่าวลือเยอะมาก ว่าอาจจะวางแผงในวันที่ 10 ก.ย. นี้ หรือไม่ก็อีกไม่นาน ประมวลเหตุผลต่างๆ นานาแล้ว หวยมาออกที่ Samsung Galaxy Note 8.0 (ได้ไงฟระ) เอาน่า เป็นว่าอยากลองใช้ดูมั่งล่ะครับ กับ Android รุ่นโตๆ หน่อย เลยตัดสินใจจับตัวนี้มา ช่วงนี้มี Promotion ลดราคามั่ง 0% มั่ง อยู่หลายที่เลยทีเดียว ผมก็ไปจับมาตัวนึง ลองมาดูกันว่า Note 8.0 กับผม ไปกันได้ดีแค่ไหน เป็นรีวิวแบบบ้านๆ นะครับ ไม่ลงลึกวัดความแรงอะไรนัก หาอ่านได้เยอะแยะอยู่แล้ว เอาว่า ถ้าไม่ท่องสเปกไปซื้อมาใช้งานแล้วเป็นไงมั่งดีกว่า Samsung Galaxy Note 8.0 มาในกล่องสีน้ำตาล ที่พิมพ์รายละเอียดมาเรียบร้อย สวยงาม Spec ตามนี้ครับ ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.samsung.com/th/support/model/GT-N5100ZWATHL-techspecs Unboxing มาแกะกล่องดูกัน เปิดกล่องมาจะพบ Note 8.0 วางเรียบร้อยอยู่บนสุด อุปกรณ์ที่มีมาด้วยจะเป็น • ตัว Samsung Galaxy Note 8.0 • สาย USB • ปลั๊กชาร์จ • หูฟัง In Ear • ชุดครอบหูฟังสำรอง • คู่มือการใช้งาน ด้านหน้าเครื่องครับ มีลำโพงดำนบน ช่องเซ็นเซอร์ กล้องหน้า ปุ่มเมนู ปุ่มโฮม และ Back ด้านหลังมีกล้อง นูนๆ ขึ้นมา และดูน่าหวาดเสียวเวลาวางเหมือนกันครับ ว่าจะโดนอะไรขูดเลนส์เป็นรอยได้ง่ายอยู่ ตอนนี้ถึงจะใส่เคสไว้ แต่ก็วางคว่ำหน้าเป็นหลักไว้ดีกว่า ตอนก่อนจะแกะพลาสติกออก จะมีสกรีนบอกไว้ให้ว่า ช่องไหนใส่ Micro SD ช่องไหนใส่ micro SIM ด้านล่างเป็นช่องเสียบ Micro USB ครับ เป็น USB 2.0 ครับ ถัดมาข้างๆ เป็นลำโพง มุมขวาล่างเป็นที่เก็บ S-Pen ครับ มีมาตัวเดียวในชุด ไม่มีสำรอง แต่มีอะไหล่ขายครับ ด้านข้าง มีปุ่ม Volume กับปุ่ม Power อยู่ ข้างๆ เป็นช่อง IR ด้านบนมีช่องเสียบ Mini Jack สำหรับหูฟัง ความหนา เท่าที่ได้ลองดู พอๆ กันกับ iPad 2 ครับ ขนาดเมื่อถืออยู่ในมือครับ ก็ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไปสำหรับผม คุณภาพของกล้อง 5 ล้านครับ เอาแค่พอจะถ่ายได้ ไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าด แต่ก็พอ Snap เล่นๆ ได้ครับ อันนี้เทียบตอนเปิดไฟกับปิดไฟ อันนี้รูปจากกล้องหน้า 1.3MP เปิดเครื่อง หน้าจอ Lock Screen ที่โผล่มาทักทายก่อนเพื่อนเลย ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หน้าจอ Home Screen ที่มี Widget บอกเวลา, สภาพอากาศ และผมปรับแต่งเองไปอีกนิดหน่อย App เค้าก็ไม่ได้มีน้อยนะครับ สำหรับ Android ถึงจะไม่อลังเท่า App Store เรา แต่ App ที่ใช้อยู่ประจำก็มีให้ใช้อยู่ครับ หน้าตา Play Store นอกจากนี้แล้วยังมี Samsung Apps ให้อีกด้วย (จริงๆ มันก็เหมือนๆ กันอะแหละ) หน้า Control Center จัดการหน้าต่างๆ ได้ง่ายดีครับ ความสามารถเฉพาะตัว Note 8.0 มีความสามารถเพิ่มเติมกว่ารุ่นอื่นๆ ในหลายส่วนครับ เช่น S Pen ใช้สั่งงาน Air View, Easy Clip, Capture ได้เลย ภาพประกอบทำยาก ขอก็อปมาจากเวบแซมซังเลยแล้วกันนะครับ Handwriting to text เขียนเข้าระบบแล้วกลายเป็นตัวอักษรพิมพ์ ภาษาไทย ทำได้ค่อนข้างดีมากเลยครับ Multi Window สามารถทำงาน 2 อย่างไปพร้อมๆ กันโดยแบ่งแสดงผลหน้าจอออกเป็น 2 ส่วนครับ S Note ทำงานได้ดีทีเดียวครับ ตั้งแต่วาดรูปเล่น ไปจนถึง Die Cut รูปออกมาทำอะไรอื่นๆ (Easy Clip) Reading Mode ระบบจะทำการปรับค่าความสว่างหน้าจอ และโทนสี ให้เหมาะกับการอ่าน โดยเราจะสามารถกำหนดได้ว่า App ไหน จะให้ใช้ Reading Mode ได้ ถ่ายรูปไม่ชัดนะครับ เอาหน้า Setting ไปดูแทนแล้วกัน ใช้งานร่วมกับ Mac OS ต้องยอมรับกันก่อนว่า Note 8.0 ไม่ใช่ iDevices ที่จะใช้งานร่วมกับ iTunes ได้เลย ดังนั้นความสามารถต่างๆ ที่เราคุ้นเคย มันจะหายไปครับ แต่ถ้ามองในแง่ที่ว่า สามารถใช้งาน จัดการเครื่อง ก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่งครับ โดย Samsung จะมีโปรแกรมชื่อ Kies มาให้ เพื่อใช้จัดการ Media ต่างๆ เปิดดู SMS, ดู Call Log, ไปจนถึง Update Firmware ได้ด้วย Kies สามารถทำงานผ่าน Wi-Fi ได้ด้วย โดยจัดการผ่าน Web Browser ครับ ถ้าไม่ชอบ Kies ก็ต้องเป็นพวกโปรแกรมเสียตังเช่น SyncMate ที่จะช่วยจัดการ Sync ข้อมูลให้ แต่ถึงกระนั้น ตัวระบบ Android เอง ก็ช่วยให้คุณสามารถ Sync ข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google Account ได้ด้วยอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังใช้ Kies ในการ Backup ได้อีกต่างหาก ใช้งานแทน iOS แน่ล่ะ ผมต้องลาจาก iPad เป็นการชั่วคราว ทำให้ผมมีปัญหาพอสมควรกับการปรับรูปแบบชีวิตครับ ผมต้องมานั่งคุ้ยดูว่า จะมีอะไรมาใช้แทนความสะดวกต่างๆ ที่เคยมีให้ใน iOS บ้าง โดยเฉพาะ iCloud เรื่อง Sync Contact, Calendar อันนี้ไม่ห่วง ใช้ Google Account ก็ได้ ใช้ Kies ก็ได้ ใช้ SyncMate ก็ได้ Find my iPad -> Samsung Dive เป็นระบบติดตามเครื่องคล้ายกันกับ Find my iPhone บน iOS ครับ ก็แม่นยำดีทีเดียว เครื่อง Android ยี่ห้ออื่นไม่รู้จะมีหรือเปล่า Documents & Data รวมไปถึง PhotoStream อันนี้ไม่ค่อยชอบ เค้าแถม DropBox 50GB มาให้ใช้ฟรี 2 ปี จะเอานานกว่านั้นก็ต้องจ่ายเพิ่ม (จะใช้ถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้) แล้วถ้าจะแชร์ไป ก็ต้อง Save แล้ว Copy ไปไว้ใน DropBox ไม่สามารถเลือก Save เป็น iCloud ได้ แต่ไม่สามารถคลิก Share รูปจาก Aperture, iPhoto ไปที่ PhotoStream แล้วไปเปิดดูใน Note 8.0 ได้ (ใครมีแนวทางอื่นแนะนำผมด้วยนะครับ) ไม่มี iTunes Store ต้องซื้อเพลงบน Mac แล้วค่อย Copy ใส่เครื่องเอา ส่วนหนังต้องไปใช้บริการของ Samsung Galaxy Showtime แทน ภาพรวม ข้อดี • วัสดุดี ดูคุ้มราคา ประกอบดี • ลูกเล่นแพรวพราว เยอะมาก จนใช้ไม่หมด เพราะจำได้ไม่หมด • ชอบตรงที่ใส่ Micro SD ได้ถึง 64GB • Android ไม่ได้ห่วยเลยนะครับ ใช้งานได้คล่องแคล่วดีมาก • S Pen ทำงานได้ดีจริงๆ ครับ เกือบๆ จะเหมือนวาดรูปบนกระดาษจริงๆ เลย • Handwriting to text ทำได้ดีมากครับ เข้าใจที่ผมเขียนมากกว่า 70-80% ทีเดียว • Air View ก็เวิร์คดีครับ Preview รูป/VDO ให้ดูได้เลย • Multi Window ช่วยให้วาดรูป สร้างงานง่ายขึ้นจริงครับ ลากวางได้เลย ถ้าจอใหญ่ๆ จะเหมาะมาก • มี Wi-Fi Direct ทำงานเหมือน Airdrop ได้ครับ แต่เฉพาะบางอุปกรณ์ที่รองรับ • ใช้งาน USB-OTG ได้ (On The Go) สามารถต่อพ่วงกับอุปกรณ์ได้อีกหลายอย่าง • โทรออกได้ด้วยนะ ข้อด้อย • ไม่มี iCloud (นับมั้ย) มันทำให้ชีวิตยุ่งยากกว่าเดิมอย่างรู้สึกได้ครับ ถึงจะไม่มากนักก็ตาม • ไม่มี Multi-touch Gesture นี่ ลืมตัวขยุ้มจอบ่อยมากครับ • ไม่มี Flash บางทีถึงจะไม่ได้ต้องการคุณภาพรูปที่สูง แต่ก็ขอให้ถ่ายติดมั่งสิ มืดๆ นี่ถ่ายยากนะฮะ • ไม่รองรับ 4G LTE (ตามที่บอกสเปกไว้หน้าเวบ) • กล้องหลังจะนูนขึ้นมาทำไม โดยรวมผมว่าราคา 15K โดยประมาณนี่ จัดว่าคุ้มค่านะครับ กับสิ่งที่ได้รับกลับมา แต่ส่วนตัวที่ใช้ Tablet ตัวแรกก็เป็น iPad แล้ว มือถือก็ iPhone คอมส่วนตัวก็ Mac ทำให้มันตกในเรื่อง “ความเข้ากันได้” ไปหน่อย ก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่ผู้ผลิตแต่ละเจ้า เค้าก็ต้อง “กั๊ก” ความสามารถไว้ขายของของเค้านะครับ ส่วนเรื่องแถมแพให้ด้วยนี่ เท่าที่ได้หาอ่านจากหลายเวบ เห็นว่า Note Series นี่ เป็น 1 ใน Flagship ของ Samsung โอกาสได้แพแถมก็น่าจะไม่มากนัก แต่ก็คาดว่าคงไม่ได้อัพกันกระจุยกระจายเหมือนฝั่ง iOS แน่ๆ อันนี้ทำใจไว้แล้ว เห็นหลายๆ เวบ จับ Note 8.0 เปรียบมวยกับ iPad mini ผมคงไม่เปรียบนะครับ ซื้อมาใช้แล้ว จะไปเปรียบทำไม เดี๋ยวของใหม่ก็ออกอีก เดี๋ยวของเก่าก็พังตาม เป็นเรื่องธรรมชาติ ตอนนั้นจะซื้ออะไรใช้ก็ค่อยว่า ^_^ เพิ่มเติมเรื่อง Keyboard Layout ครับ ตามที่คุณ u.jea ถามมา Default Keyboard ของ Note 8.0 จะเป็น Samsung Keyboard ครับ รองรับหลายภาษา แต่ภาษาไทยไม่ค่อยสวยงามและสะดวกมากนัก แต่ก็พอใช้งานได้ครับ แต่ข้อดีคือ สามารถใช้ Voice ได้ และใช้ S Pen เขียนเป็นตัวพิมพ์ (Handwriting to text) ได้เลย ทำเป็น Keyboard เล็กลอยไปมา หรือ Keyboard แยกฝั่งแบบบน iOS ก็ได้ครับ แต่ต้องแตะเลือกเอานะครับ จับแยกเลยเหมือน iPad ไม่ได้ แต่เห็นคนใช้งาน Android หลายคน ไม่ชอบ Keyboard Layout ของ Samsung เยอะเหมือนกัน ก็เห็นแนะนำให้ใช้ "แม่น แม่น" เป็น Keyboard Layout ที่มีให้โหลดฟรีใน Play Store ครับ หน้าตาแบบนี้ครับ เรียบๆ ดี ใช้ง่าน แต่ไม่สามารถใช้งาน Handwriting to text ได้ครับ ขอบคุณคำถามจาก u.jea ด้วยครับ ^_^ ดูข้อมูลเพิ่มเติม : Specification Samsung Galaxy Note 8.0 Microsite Samsung Kies Samsung Dive Samsung Apps edit 1 : แก้คำว่า Die Cut ตามคำแนะนำของคุณ hoilodonline // ขอบคุณครับ ^^ edit 2 : เพิ่ม Keyboard Layout ตามคำแนะนำของคุณ u.jea
  9. tum

    Review HD Player Egreat R200S

    หลายท่านที่ไม่ได้สนใจ หรือไม่รู้มาก่อน ว่า HD Player มันคืออะไร มันคือ อุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้เล่นไฟล์หนัง ไฟล์เสียง ไฟล์ภาพ ฯลฯ โดยต่อเข้ากับทีวีที่บ้านได้เลย เป็นที่นิยมกันมาสักพักใหญ่แล้ว ในกลุ่มคนเล่นโฮมเธียร์เตอร์ครับ และทุกวันนี้ ราคามันถูกลงมาพอจะจับได้บ้าง หลายคนเลยหันมาให้ความสนใจ รวมถึงผมด้วย เพราะไม่ต้องเสียคอม หรือ iDevices ไปติดกับทีวีจนหมด หลังจากที่ได้อ่านกระทู้ สนใจ HD Player ของคุณ paloh ซึ่งผมก็กำลังเมียงมองหามาครองสักตัวอยู่พอดี เลยได้ PM ไปหาคุณเล็ก theworld สมาชิกเรา ซึ่งเปิดร้านขาย HD Player (และอื่นๆ) โดยได้แจ้งความต้องการ และสิ่งต่างๆ ที่ผมมีอยู่ ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกหลายท่านที่เป็นแบบผม คือ ไม่ได้เล่นโฮมเธียร์เตอร์ เน้นบันเทิงเป็นหลัก ไม่ได้ซีเรียสว่าคุณภาพภาพและเสียงต้อง The best ชอบเก็บหนัง DVD เป็นไฟล์ Rip หรือ Disk Image มากกว่าเก็บ Hard Copy ผมบอกความต้องการไปกับคุณ theworld เลยครับ ว่าผมมีแค่ LCDTV 32” ของ LG เก่าๆ ตัวนึง อนาคตอาจโตไปเป็น 3DTV มี External HD ที่เก็บไฟล์หนังอยู่บ้าง ถ้าได้แบบใส่ HDD 3.5 เลยก็คงจะดี เพราะมีเหลืออยู่ 1-2 ตัว เป็นมือใหม่ อยากได้แค่ดูหนังได้ ดู Hi-Def ได้ ดูไฟล์เก่าๆ ที่ Rip เก็บไว้ของผมได้ เพราะแผ่นเน่าไปเยอะแล้วตอนน้ำท่วม รวมไปถึงระบุงบประมาณไปด้วยว่า อยากให้อยู่ประมาณ 2-3000 บาท คุณเล็กเลยแนะนำผมกลับมาว่า น่าจะใช้ Egreat R200S ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อความต้องการของผม และไม่ได้แนะนำรุ่นแพงกว่า หรือดีกว่านี้แต่อย่างใด เพราะเกินความต้องการ ผมก็ไม่ต้องคิดมากครับ ไปอุดหนุนกันมาเรียบร้อย http://freemac.net/h...หนุนสมาชิกเวบเ/ แล้วก็เลยมารีวิวให้ชมกัน ผมอ่านพบมาว่า ถ้าต้องการต่อเพื่อดูหนัง ฟังเพลง หรือดูรูปถ่ายเท่านั้น ลองดูเครื่องที่ใช้ชิป Realtek 1055 หรือ 1005 ครับ เช่น Xtreamer Elvira , Noontec A3II , Noontec V7II , MEDE8ER MED250X , PlayOn! HD Essential ถ้าต้องการเครื่องที่มากกว่าแค่ดูหนัง ฟังเพลง หรือรูปถ่าย แต่ต้องการดู Youtube หรือต่อเล่นเน็ตต่างๆ ลองดูเครื่องที่ใช้ชิป Realtek 1185 , 1186 ครับ เช่น PlayOn HD2 , MEDE8ER MED500X2 , ViVO Cute S , Xtreamer Prodigy , Himedia HD900B , Egreat R200S ถ้าต้องการภาพที่สุดยอดเสียงที่สุดยอด ลองดูเครื่องที่ใช้ชิปตระกูล Sigma เช่น Dune Max , ViVO Legacy , Popcorn Hour C-300 Egreat R200S อยู่เกรดกลางๆ ครับ ราคาอยู่ที่ 4,xxx ครับ ความสามารถที่น่าสนใจนะครับ เล่น 3D ได้ เปิดไฟล์ VDO ได้หลากหลายประเภทมาก เปิด Disk Image อย่าง ISO, IMG ได้ เปิด Folder VIDEO_TS ได้ มีช่องใส่ HDD ในตัว เป็น Hot Swap ใส่ HDD ขนาด 3.5” อ่าน HDD ใน Format HFS+ หรือ Mac Format ได้เลย ชอบมากครับ มี USB 2, 3 ให้ มี Port SATA ด้านนอกให้ เสียบ SD Card ได้ มี LAN ให้ มี Wifi มี Android 2.2 มาให้ ดู Youtube ได้* อันนี้เป็น Spec ครับ มาแกะกล่องดูกัน ในกล่องจะมีอะไรมาให้บ้าง ตัวเครื่อง Egreat R200S Remote สาย Hi-Def 1 เส้น เสา Wifi 1 คู่ สาย SATA ต่อพ่วงภายนอก Adapter เอกสารคู่มือการใช้งาน/ใบรับประกัน ด้านหลังเครื่อง ต่อได้หลากหลายมากครับ Component / AV / LAN / Optical Audio / SD, MMC / HDMI 1.4 / USB 2,3 / SATA เสารับสัญญาณ Wifi ช่อง Hot Swap ใส่ HDD ในตัวได้ ขนาด 3.5" Port SATA ด้านนอก ช่วยให้คุณสามารถเพิ่ม HDD , DVD , Blueray Drive แบบ Internal ไว้ได้อีก ทดลองใช้งาน ผมใช้จอ HD 7” ของ Lilliput ซึ่งใช้ในกองถ่ายมาต่อนะครับ จะได้ถ่ายรูปสะดวก ก่อนจะเปิดเครื่อง ผมจัดการนำ HDD ที่มีอยู่ จับใส่เข้าไว้แล้ว โดยไม่ต้องมานั่ง Format จัดใหม่ อะไรใหม่ เพราะเค้าสามารถอ่าน HFS+ ได้อยู่แล้ว ตอนใส่ HDD ก็ไม่ยากครับ จับใส่ช่องที่มีอยู่ แล้วปิดฝาด้านข้างเลย มันจะดัน HDD เข้าไปให้เอง แต่ถ้าเป็น 3.5” แบบบาง ก็ต้องเล็งๆ นิดนึง เปิดเครื่อง Egreat R200S ตัวนี้ คุณ theworld ได้ Update Firmware ล่าสุดมาให้ผมแล้ว คือ 2.5.6.0 ครับ หน้าตาจะเป็นประมาณนี้ หน้าจอตอนเปิดจะมีให้เลือก 4 หัวข้อครับ คือ Premium Apps Android Apps Player Setup ตัวเครื่องจะ Detect จอให้เราเอง ว่าใช้จอแบบไหนอยู่ หมวดแรกที่ขอลอง ก่อนจะทำอะไรอย่างอื่น คือวัตถุประสงค์หลักครับ “ดูหนัง” ในหมวด Player มีให้เลือกอีก 3 หัวข้อคือ Movie Music Picture ผมเลือกที่ Movie ก่อน พอกดเข้าไปแล้ว ตัวเครื่องจะแสดงผล HDD ที่ผมใส่ไว้ทันที โดยแสดงหัวข้อ HDD ให้เลือกก่อน เมื่อกดเข้าไป จะเห็น Partition ใน HDD ครับ เลือก Partition ที่เก็บหนังไว้ ภายในจะเห็นพวก Hidden File ในระบบ Mac ด้วย ถ้าเสียบ External HDD แบบ USB เข้าไป ระบบก็จะมองเห็นเป็น USB Drive ครับ 
ผมมีไฟล์หนังที่ Rip ไว้ค่อนข้างเยอะ และเก็บไว้ใน HDD เหล่านี้นี่แหละ ลองมาเปิดดู มองเห็นชื่อไฟล์ภาษาไทย ไม่มีปัญหา ไฟล์ MP4, M4V ที่แปลงไว้ เปิดได้ทั้งหมด ไฟล์ Disk Image ที่ทำจาก iDVD เป็นไฟล์ .img ก็เปิดได้ ไฟล์ MKV แสดง Sub ไม่เพี้ยน (ต้องเป็นมาตรฐาน UTF-8 นะครับ) ทีวีผมแค่ LCDTV กระจอกๆ เลยไม่ได้ทดสอบ 3D ให้นะครับ ถึงตัวเครื่องจะเล่นได้ ลองมาดู Setting Menu กัน หน้า Setting ทำอะไรได้หลายอย่าง ตั้งแต่ตั้งเวลาเครื่อง ไปจนถึงควบคุมระบบ Wifi แชร์ไฟล์ โหลดบิท อัพเฟิร์มแวร์ ผมคงไม่บอกละเอียดนะครับ หลายอย่างหากสนใจ แนะนำให้คุยกับคนขายเลย เค้าแนะนำได้ดีกว่าผม ที่นี้ ผมอยากมาแนะนำของเล่นเพิ่มเติม เลยจะเล่าให้ฟังถึงปัญหา หลังจากได้เครื่องมาแล้วด้วย คือ ผมไม่สามารถดู Youtube ได้ ผมเลยค้นข้อมูลดูจนพบว่า ตอนนี้ HD-Player หลายรุ่น ไม่สามารถเล่น Youtube ได้ เพราะติดปัญหาการ Upgrade ระบบของ Youtube เองนะครับ หลังผ่านช่วงนี้ไปแล้ว อาจจะเล่นได้ หรืออาจมี Firmware Update ออกมา เพื่อแก้ไขปัญหา ผมเองก็ดันมาเจอเอาช่วงที่ซื้อมาพอดี จะเอาไว้ดู The Voice ย้อนหลังซะหน่อย อดเลย (ใครมีวิธีแก้ปัญหาแนะนำผมด้วย จักขอบพระคุณยิ่งครับ) ในระหว่างการค้นหาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งตอนแรกผมเดาว่า น่าจะเป็นที่ตัว Firmware ค้นไปค้นมา ก็พบข้อดีของเครื่องนี้อีกอย่าง คือมี Firmware โมออกมาให้เล่นด้วย เพิ่มความสามารถจนเกือบจะกลายเป็น Smart TV ไปแล้ว วิธีลง Firmware ก็ไม่ยาก แค่มี Thumb drive สักตัวนึง เอา Firmware ใส่ไว้ แล้วเสียบเข้าที่เครื่อง เข้า Setting สั่ง Update ได้เลย มีหน้าตาหลัง Update แล้วมาให้ดูด้วยครับ ข้อเสียอีกจุด ที่ไม่ใช่ความผิดของเครื่อง คือไม่สามารถเล่นไฟล์หนังที่ซื้อมาจาก iTunes Store ได้ครับ เพราะไฟล์จะกำหนดไว้เลย ว่าเล่นได้ด้วย Quicktime หรือ iTunes เท่านั้น แต่ไฟล์ mov, mp4, m4v ที่ผมแปลงมาเอง เล่นได้เกือบหมด ยกเว้นพวกไฟล์ Master งานผม เป็นไฟล์ .MOV ที่ Bitrate สูงๆ จะไม่สามารถเปิดได้ครับ โดยรวมนะครับ เป็น HD-Player ระดับกลางๆ ราคาไม่สูง ที่ค่อนข้างจะเล่นอะไรได้หลายอย่างทีเดียว สำหรับคนที่กำลังมองหา HD-Player ซักตัวนึง Egreat R200S น่าสนใจครับ ราคาเอื้อมถึง คุณภาพอาจสู้รุ่น Top ไม่ได้ ถ้าคุณไม่ได้เล่นโฮมเธียร์เตอร์แบบเป็นจริงเป็นจัง เงินถึงๆ Egreat R200S เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากครับ ในยุคที่ Optical Drive เริ่มถูกถอดออกจากเครื่อง Mac การเก็บหนังในรูปแบบไฟล์ Digital กำลังเป็นทางเลือกที่หลายๆ คนให้ความสนใจครับ โดยเฉพาะการเล่นที่รองรับหลากหลายรูปแบบไฟล์ เล่น Sub ได้ดี ไม่มีสะดุด และความสามารถอื่นๆ เครื่องเล่น HD-Player ที่เหมาะสมกับ LifeStyle ของคุณ จะตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว ถามว่า HD-Player พวกนี้ ดีกว่า Apple TV ไหม มันเป็นของในกลุ่มเดียวกันนี่แหละ แต่ความสามารถแตกต่าง ถ้าคุณเน้นดูหนัง + Sub เปิดไฟล์ได้หลากหลายรูปแบบ HD-Player ก็น่าสนใจ ถึงแม้ Apple TV จะ Jailbrake แล้วทำได้ก็ตาม แต่แน่นอน ถ้าคุณจะใช้ Airplay จะเล่นไฟล์จาก iTunes Store เป็นหลัก กำตังรอ Apple TV เข้าไทยครับ ผมก็คงซื้ออีกเช่นกัน ถ้าคุณสนใจจะเป็นเจ้าของ HD-Player สักตัวในเวลานี้ ผมขอแนะนำคุณ theworld เพื่อนสมาชิกของเราครับ เวบไซต์ : http://www.mobileandhidef.com/ ลิงก์หน้า HD-Player : http://www.mobileand...b&d_id=1&g_id=5 สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นมาลึกๆ พอจะระบุได้ว่าตัวไหนเหมาะกับคุณ แนะนำให้ PM ไปหาเจ้าตัวเลยครับ ใช้วิธีเดียวกับผม บอกความต้องการ งบประมาณ และอุปกรณ์ที่จะใช้ต่อเข้าด้วยกัน คุณ theworld จะแนะนำเครื่องที่เหมาะสมให้คุณเองครับ สำหรับเพื่อนสมาชิกที่ใช้งาน HD-Player อยู่แล้ว และสนใจจะเพิ่มเติมความรู้ หรือแก้ไขข้อมูลในกระทู้นี้ ยินดีนะครับ ขอบคุณครับ
  10. tum

    LaCie 2big Quadra 6TB Review

    มาอีกครั้งกับ Review External Hard Drive ครับ คราวนี้เล่นของหนักหน่อย LaCie 2big Quadra 6TB ตัวนี้ไม่ได้เป็น Thunderbolt โดยกำเนิด เป็น Firewire 800, 400, eSATA, USB2.0 รุ่นเก่าแล้ว แต่ความเร็วแรง ไม่ต้องห่วง ไม่มีตก จุดเริ่มต้นมันเกิดจากปริมาณงานของผมที่เข้ามาในปีนี้ ค่อนข้างหนัก และแทบทุกงาน ต้องทำเป็น HD 720p เป็นอย่างน้อย รวมไปถึง ต้องเก็บงานไว้อย่างน้อย 3 เดือนด้วย เลยทำให้พื้นที่ HDD เดิมที่มีอยู่ เต็มเกือบหมด เมื่อต้องตัดสินใจลงทุนอีกครั้ง ทำให้ผมหันมามอง LaCie ยี่ห้อแพง แต่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่ง และทนทานครับ และเนื่องจาก External หลายตัว หลายยี่ห้อที่มีอยู่ เริ่มออกอาการ เมื่อใช้งานหนักต่อเนื่องมา 2-3 ปี มีแต่ LaCie ยี่ห้อเดียว ที่ใช้มา 6 ปี ไม่มีงอแง คนทำงานสายเดียวกับผมน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีครับ และด้วยความที่ผมมีเครื่องที่ไม่มี Thunderbolt ต้องใช้งานอยู่ในระบบด้วย จึงตัดสินใจเลือกตัวที่มี Firewire 800 แล้วจ่ายแพงขึ้นอีกนิด เพื่อเพิ่ม LaCie eSATA Hub Thunderbolt Series เข้ามาในระบบด้วย และงานของผมยังไม่ถึงระดับ 2K เป็นประจำ ทำให้ความเร็วในระดับ 2-3Gbps เพียงพอต่อการใช้งาน LaCie 2big Quadra 6TB ตัวนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Maxwell Group Technology Co.,Ltd. ครับ ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ ข้อมูลเพิ่มเติม LaCie 2big Quadra 6TB สามารถทำ RAID ได้ 4 รูปแบบ ดังนี้ RAID 1 เน้นการใช้งานด้าน Backup ข้อมูล ความเร็วจะตกไปบ้าง ใช้งานพื้นที่ได้แค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งนึงใช้ Backup กรณีที่ HDD ลูกนึงเสีย จะยังมีข้อมูลสำรองอยู่ในอีกลูกนึงครับ RAID 0 เน้นการทำงานตัดต่อ ให้ความเร็วสูง ใช้พื้นที่ได้เต็ม 6TB แต่ถ้า HDD ลูกใดลูกนึงเสีย ก็เศร้านะครับ Mixed Partition (RAID 0 and RAID 1) จะใช้พื้นที่ได้ 75% ความเร็วไม่สุด Backup ได้ดีในระดับนึง Concatenation เหมือนเอา HDD สองลูกมาต่อกันครับ ได้พื้นที่เต็ม 100% ไม่เน้นเร็ว ถ้าเสีย ยังกู้ง่าย การใช้งานและ Setup LaCie 2big Quadra 6TB ทำได้ง่ายครับ แป๊บเดียวเสร็จ มี Software แถมมาให้ ช่วยให้สามารถใช้งาน Backup และปุ่ม Shortcut สีฟ้าด้านหน้าได้เต็มที่ แต่ผมไม่ได้ลงนะครับ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาดู Review กันครับ เมื่อต่อผ่าน Firewire 800 ได้ผลแบบไหน และเมื่อต่อผ่าน LaCie eSATA Hub Thunderbolt Series ผลเป็นอย่างไร บอกได้เต็มปากว่า "คุ้ม" ครับ ขอขอบคุณ Maxwell Group Technology Co.,Ltd. ครับ
  11. Review BenQ GP10 Ultra-Lite LED Projector รีวิว Projector มาอีกแล้วครับ หลังจากที่ BenQ Thailand ไว้วางใจให้เราทดลองใช้งาน JoyBee GP2 Projector ขนาดเล็ก ที่สามารถต่อกับ iDevice ได้ ล่าสุดทาง BenQ Thailand ก็จัดส่ง BenQ GP10 มาให้เราได้ลองดูความสามารถกันอีกครั้งครับ ด้วยความที่คิวผมแน่นมาก ทำให้รีวิวตัวนี้คลอดช้า ผมต้องขอโทษทาง BenQ Thailand มา ณ ที่นี้ครับ แต่ก็ทำให้ GP10 ได้ไปแสดงความสามารถในงาน Meeting 10 ปีของเราด้วยครับ เรามาดู Spec กันก่อน เอาเฉพาะหลักๆ นะครับ แบบละเอียดดูได้ที่เวบของ BenQ ครับ http://www.benq.com/.../specifications • หลอดภาพแบบ LED • ความสว่าง 500 ANSI Lumens • มี Internal Memory 2GB • Projector Technology DLP • Zoom Ratio : Fixed Zoom And Manual Focus • Aspect Ratio : 16:10 • Display size (Inch) 40-240 • Keystone Correction Vertical: ±40° • Contrast Ratio 2400 • น้ำหนัก 1.5kg • Inputs : RGB D-sub 15 pin x 1 / Composite Video (RCA type 1) x 1 / Audio Stereo Mini Jack x 1 / HDMI x 1 • Outputs / Audio Stereo Mini Jack x 2 • Control ports : USB Type-A x 1 / USB Type-B x 1 • Card Reader (SD, SDHC) x 1 • Lamp Life(STD/ECO)(hr) 20000/30000 • Display Compatibility : 480i/p,576i/p,720p,1080i/p • Speakers : 3Wx2 • Wireless / Network Support • Special Features : 3D DLP,PC-Free ในเซ็ทที่ผมได้มา จะมี • BenQ GP10 • Remote • สาย Power • สาย HDMI จุดเด่นอีกจุดของ GP10 คือสามารถต่อ Battery และ DVD ได้ด้วย (จำหน่ายแยก) มาดูภายนอกกันก่อน เลนส์มีฝาปิดเรียบร้อย หน้าเลนส์ LED สวยใส ปุ่มกดสั่งงานต่างๆ ด้านหลัง Port ต่างๆ มีช่อง Kensington Lock ระบบ Manual Focus ช่องระบายความร้อน ด้านล่าง น็อตขาตั้ง ปรับระดับได้ ช่องต่อพ่วง Battery / DVD (อุปกรณ์เสริม จำหน่ายแยก) มาลองดูความสามารถกันครับ ผมต่อพ่วงกับ MacBook Pro ผ่านทางช่อง VGA ตามปกติครับ แล้วทดลองฉายเข้ากำแพง อย่างแรกที่เห็นคือ ระบบ Keystone Correction ที่ตั้งค่า Auto ให้ทันที คือภาพที่ปรากฎบนผนัง จะถูกปรับขนาดให้ได้สัดส่วน ไม่บิดเบี้ยวได้ในทันที นอกจากนี้ ตัว GP10 ยังตรวจสอบสีของพื้นผิวที่แสงตกกระทบ และปรับค่าสีให้เหมาะสมกับพื้นหลังให้เราได้ด้วย GP10 สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมี Computer หรืออุปกรณ์อื่นต่อพ่วงนะครับ เพราะมี Memory ในตัว 2GB สามารถเล่นไฟล์ได้หลากหลายพอสมควร เช่น PDF: Adobe PDF 1.6 or later Photo: JPEG/JPG/PNG Office: MS Office 2003 or later iWorks: iWorks '09 (Pages '09, Numbers '09, Keynote '09), AVI (Xvid, MJPEG), MKV (XVID), DVIX (MJPEG, XVID), DAT (MPEG1), MPG(MPEG1), MPEG(MPEG1) ทราบมาว่า มีความสามารถ MAC Wireless Display ด้วย แต่ผมไม่มี Manual และ Wireless USB เลยไม่สามารถทดสอบมาให้ดูได้นะครับ อีกจุดที่ผมชอบ และคิดว่าน่าจะเหมาะกับการนำมาทำเป็น Home Theartre คือมีเซ็นเซอร์ตรวจสอบด้วย ว่ามีอะไรมาบังแสงหรือไม่ ถ้ามี ตัว GP10 จะตัดการทำงานลงทันที เพื่อป้องกันการเกิดปัญหากับดวงตาของเราด้วยครับ เมื่อเราต่ออุปกรณ์ใดๆ เข้ากับ GP10 เราต้องเลือก Input ให้ด้วย เพื่อให้สามารถนำสัญญาณออกมาแสดงผล หน้าเมนูสวยดีครับ แต่ถ่ายออกมาได้ไม่สวยเหมือนที่แสดงผลเลย >_< ผมทดสอบต่อ HDMI ด้วย iPhone 4S / iPad 2 ก็ทำงานได้ดีครับ เพื่อนสมาชิกเราได้ทดสอบด้วย iPhone 5 ในงาน Meeting ก็ทำงานได้ดีครับ (ให้บอกชื่อมั้ย ^_^ ) ในงาน Meeting พี่ขจรจัดเต็ม ต่อ GP10 กับ AppleTV แล้ว Present ด้วย MacBook Air ที่ควบคุมผ่าน iPad mini อีกที ทดลองฉายที่ระยะ 1m ได้ความกว้างถึง 40" ต้องยอมรับเลยครับว่า หลอด LED ของ GP10 นี่ ทรงพลังจริงๆ ถึงแม้จะมีค่าความสว่างตาม Spec แค่ 500 ANSI Lumens แต่ก็สามารถสร้างความสนุกสนานให้กับงาน Meeting ของเราได้เป็นอย่างดี สู้แสงสว่างภายนอกได้ค่อนข้างดีมากครับ และความคมชัดระดับ HD ที่ถึงแม้จะไม่ใช่จอ LED / LCD หรือ Plasma TV แต่ก็บอกได้เลยว่า ทำให้คุณดูหนังได้สนุกไม่แพ้กันเลยทีเดียว GP10 เปิดตัวเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคมครับ ปัจจุบันมีวางจำหน่ายแล้ว หากท่านใดสนใจ ผมว่าน่ามีไว้ในครอบครองครับ ผมเองก็อาจจะต้องซื้อเก็บไว้สักตัว เพราะตอนนี้ซื้อจอฉายรอไว้แล้ว :P ขอบคุณ BenQ Thailand ที่เอื้อเฟื้อ GP10 ให้ใช้ในการรีวิวครั้งนี้ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.benq.co.th/ http://www.benq.com/...projector/gp10/
  12. SyncMate โปรแกรมที่จะช่วยให้คุณสามารถ Sync เครื่องแมคของคุณร่วมกับ Windows Mobile, Nokia S40, Android phones, iPhones, iPads, iPods Touch หรือ Nano, Macs หรือ PCs เครื่องอื่นๆ , Dropbox และ Google accounts, mounted storage devices, Sony PSP และ back up ข้อมูล online SyncMate เป็นโปรแกรมสารพัด Sync ที่เชื่อว่าหลายๆ คนสนใจและมองหาอยู่ เพราะเคยเห็นผ่านตาในหลายกระทู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ Sync ระหว่าง Mac กับ Mac หรือ Mac กับ PC รวมไปถึงคนที่ใช้งาน Windows Mobile กับ Mac หรือ Android กับ Mac ใช่ครับ SyncMate มีความสามารถในส่วนนี้ด้วย SyncMate ขายในราคา $39.99 ครับ จะคุ้มหรือไม่ เราไปดูกัน ขั้นตอนการติดตั้ง หลังจากที่ Download SyncMate มาแล้ว จะได้เป็นไฟล์ Disk Image คุณแค่ลากไฟล์โปรแกรมใส่ใน Applications Folder ครับ หลังการติดตั้งก็ Activate ด้วยโค้ดที่ได้รับมา จากนั้นโปรแกรมก็จะพร้อมใช้งานครับ SyncMate จะติดตั้ง Component ที่จำเป็นต้องใช้บางตัวเพิ่มเติมเข้าไปในระบบ และต้องใช้ Admin Password ครับ หน้าตาโปรแกรม หลังการติดตั้งเสร็จเรียบร้อย ผมเริ่มทดสอบโดยเอาเครื่อง iPad , iPhone 3GS ก่อนนะครับ หลังการติดตั้ง SyncMate เรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นต้องแนะนำให้โปรแกรมรู้จักอุปกรณ์ที่เราจะต่อพ่วงเข้าไปด้วยก่อนครับ โดยกดที่ Add Connection SyncMate รองรับหลากหลายรูปแบบการ Sync มากครับ ในขั้นต้นนี้ผมเลือก iPad ก่อน พบว่า Option ในการ Sync iPad มีเยอะพอสมควรครับ สำหรับส่วนที่นอกเหนือจากที่ iTunes จะ Sync ให้อยู่แล้วตามปกติ เช่น Entourage Notes, Stickies โดยเฉพาะ Folder ครับ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนด AutoSync ได้ด้วย สามารถเปิด SMS (iMessage) ดูได้ด้วย สามารถ Mount iPad ขึ้นมาเป็น Drive นึงได้ด้วยครับ ในแต่ละส่วนของการ Sync นั้นยังสามารถกำหนดให้ Sync ลักษณะไหนได้ด้วย เช่น ทั้ง 2 ฝั่งเท่ากัน / เอาข้อมูลจาก Mac เป็นหลัก / เอาข้อมูลจาก Devices เป็นหลัก กรณีที่มีความต่างกัน ก็กำหนดได้ว่า จะให้เลือกใช้ขอมูลจากที่ไหนเป็นหลักด้วย ขั้นตอนต่อมา ผมจับเอา iPhone เข้ามาต่อกับ SyncMate ดูครับ กำหนด Option ต่างๆ ตามใจชอบ ตัวอย่างภาพ Call History และ SMS Reader ตัวอย่างภาพการ Mount iPhone ขึ้นมาใน Mac มองเห็นไฟล์ต่างๆ ใน iPhone ได้เลย สามารถ Preview ภาพถ่ายใน iPhone ได้ด้วย สามารถ Unmount ได้ผ่านทางตัวโปรแกรม และสามารถตั้งให้ Mount Auto ทุกครั้งได้ด้วย ผมเห็นว่ามีความสามารถที่จะ Sync ข้อมูลกับ Mounted Device ได้ด้วย ผมก็ลองเอา External HD ของมามาต่อ แล้ว Add เข้าไปใน SyncMate ดู SyncMate จะให้เลือกครับ ว่าจะเอา Drive ไหน ลักษณะจะเป็นการ Sync เพื่อ Backup ข้อมูลบางอย่างเก็บไว้ รวมไปถึง Sync ข้อมูลใน Folder ที่ต้องการ เพื่อให้สะดวกในการใช้งานหลายเครื่องด้วย หลักๆ ผมก็ลอง Sync Folder ครับ จะได้มีข้อมูล Update เท่ากันใน 2 ที่ ส่วนต่อมาที่อยากทดสอบคือ Sync กับ Windows ในเครื่องผม ลง Parallels ไว้ พร้อมทั้ง Windows 7 Home ไว้เรียบร้อย กำลังจะ Export ข้อมูลจาก Mac ไปเก็บไว้พอดี เลยให้ SyncMate จัดการแทน การจะจับ Windows มา Sync คุณจำเป็นต้องติดตั้ง SyncMate Module for Windows ไว้ด้วยนะครับ สามารถ Download ได้ฟรี หลังติดตั้งแล้ว ก็ให้กำหนด Password ด้วย เพื่อความปลอดภัย หลังติดตั้งแล้ว SyncMate จะบอก IP ให้คุณเรียบร้อย เพื่อนำมากำหนดค่าใน SyncMate บน Mac ครับ หลังจาก Add เรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถกำหนดค่าได้หลายอย่างครับ อีกจุดที่ผมชอบ คือสามารถ Sync Google Account ได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่ยอมให้ Sync ได้แค่ Contacts กับ iCal ถ้าได้ Safari&#39;s Bookmarks ด้วยจะเยี่ยมกู้ด ในส่วนของ Online Backup จะเป็น Service ของ SyncMate ครับ โดยสามารถ Register จากตัวโปรแกรมได้เลย มีขั้นตอนรับ Code Activate นิดหน่อย หลักๆ จะ Backup Data เล็กๆ น้อยๆ พวก Contact, todo, iCal, Bookmarks ครับ นอกจากนี้ SyncMate ยังสามารถ Sync กับ Dropbox, iPod, PSP, Android ได้อีกเพียบ ตอนนี้ยังไม่รองรับ BB แต่เห็นบอกว่าจะมีในอนาคตอันใกล้ พอดีไม่มีอุปกรณ์มาทดสอบนะครับ ใครสนใจอาจต้องอ่านเพิ่มเติมที่หน้าเวบของเค้า ผมไม่ได้ทดลอง Sync ระหว่าง Mac กับ Mac นะครับ แต่ดูจากความสามารถแล้ว ไม่น่ามีปัญหา น่าจะตอบโจทย์ได้เกือบจะครบ สำหรับคนที่ต้องทำงานหลายเครื่องนะครับ โดยขั้นตอนการ Sync ระหว่าง Mac กับ Mac ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมเพิ่มครับ ลองศึกษาวิธีการกำหนดค่าได้ที่นี่ครับ http://wiki.eltima.c...figure-mac.html ส่วน User Guide อื่นๆ ลองดูได้ที่นี่ครับ http://wiki.eltima.c...mate-macos.html สรุปแล้วคือ SyncMate เป็น Sync Center ให้กับทุกๆ Devices ที่คุณมีอยู่ได้เลยครับ ทำงานได้ค่อนข้างดี ที่สำคัญ เพียงโปรแกรมเดียวนี้ ทำให้ค่าต่างๆ ในทุกๆ เครื่อง เท่ากันหมดได้ง่ายๆ เลยทีเดียว ข้อมูลเพิ่มเติม : SyncMate Eltima Software ติดต่อ ผมมา เพื่อให้ช่วยทดสอบ และรีวิว SyncMate นี้ครับ โดยที่เค้ายินดีจะมอบ Licenses ให้ผมอีกสอง Licenses เพื่อทำการแจกให้กับพวกเราชาว Freemac.net ด้วย ผมเลยขอแจกแบบง่ายๆ มีเงื่อนไขเล็กน้อยครับ ขอแจกให้กับคนที่มีอุปกรณ์ที่จะ Sync ได้ตามที่โปรแกรมมีความสามารถ อย่างน้อย 3 ชิ้นขึ้นไป เช่น Mac + iPhone + Android หรือ Mac + Mac + PC หรืออื่นๆ ตามที่ SyncMate รองรับนะครับ ถ้ามีภาพประกอบ จะพิจารณาเป็นพิเศษ สองท่านเท่านั้น ตามที่ผมพอใจจะแจกนะครับ ไม่ได้เรียงลำดับใครลงชื่อก่อนหลังครับ โดยจะประกาศชื่อ และติดต่อไปทาง PM ภายในวันที่ 11 เม.ย. นี้ (วันพุธ) และจะดำเนินการติดต่อขอ Licenses จากทาง Eltima Software มาให้ครับ ขอให้กับคนที่สนใจจะใช้งานจริงๆ นะครับ อย่าขอเพื่อรักษาสิทธิ์ หรือขอไปงั้นๆ นะครับ ถ้ารู้เข้าผมร้องไห้ใส่เลยนะครับ ^^ ทาง SyncMate ได้มาดูกระทู้นี้แล้วนะครับ ทราบว่ามีหลายท่าน ที่พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย และยังให้ความสนใจกับ SyncMate อยู่ เค้าเลยเสนอ Promotion Code มาให้ สำหรับทุกท่านที่สนใจนะครับ เป็นส่วนลด 20% สำหรับการซื้อที่ http://sync-mac.com/purchase ครับ Coupon Code : FM-SM-20 คุณสามารถ Copy Code ไปใส่ในช่อง Coupon Code ตอนสั่งซื้อได้เลยครับ พิเศษสำหรับสมาชิก Freemac.net ครับ
  13. Review BenQ G1 กล้อง Digital Compact F1.8 ที่บางที่สุดในโลก ผมได้รับกล้อง G1 มาจาก BenQ Thailand พร้อมกันกับ LR100 ที่ได้ทำ VDO Review ไปเมื่อเดือนก่อนครับ แต่ด้วยติดภารกิจงานประจำ ทำให้ต้องใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะได้มานั่งเขียน (BenQ ค้าบบบ ขอโทษนะค้าบบบ) เข้าเรื่อง กล้อง BenQ G1 เป็นกล้องคอมแพคขนาดกระชับมือ ไม่เล็กจิ๋ว แต่ก็ไม่เทอะทะ และที่สำคัญ เค้าเคลมไว้เลยว่า เป็นกล้อง F1.8 ที่บางที่สุดในโลก (ตอนนี้) BenQ (Thailand) เปิดตัวกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ล่าสุดรุ่น G1 มีจุดเด่นที่รูรับแสงเลนส์กว้างสูงสุดถึง F1.8 ทำให้คุณสามารถถ่ายภาพได้ดีแม้ในสภาวะที่แสงสว่างน้อย พร้อมกับหน้าจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ด้วยความละเอียดจอสูงถึง 920,000 พิกเซล และยังสามารถปรับเปลี่ยนองศาในการมองภาพขณะถ่ายภาพได้ทั้งในแนวตั้ง 180 องศา และแนวนอน 270 องศา และเมื่อเปรียบเทียบกับกล้องในตลาดที่มีลักษณะเดียวกัน กล้อง G1 มีดีไซน์ที่โดดเด่น เป็นกล้องที่มีขนาดบางที่สุดในโลก (The World’s Slimmest F1.8) จนสามารถคว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมหลายรางวัลทั้ง IFA 2012 PREVIEW Award ในประเทศเยอรมนี และ Excellence Silver Award 2012 ในไต้หวัน G1 มีสองสีครับ ขาว / ดำ Specifications เด่นๆ เอาตามที่เค้าโฆษณาเลยนะครับ Aperture : F1.8 ~ 4.9 Optical Zoom : 4.6X Image Sensor : CMOS 1/2.3 Inch Effective Pixels : 14M LCD : 3 Inch / 920K Swivel Panel Video : Full HD 1080p ISO : Auto, 100, 200, 400, 800, 1600 ,3200, 6400 Flash Mode : Auto Flash, Auto Anti Red-eye, Force On, Slow Sync, Forced Off Memory Type : 4GB SD / 32GB SDHC / SDXC(32GB) card compatible Effect : MagiQ Filter ,HDR-Art,Oil Painting Mode,sketch-style image,8 color filters effects Unboxing แกะกล่องดูกันครับ ในชุดจะมี ตัวกล้อง G1 Battery ปลั๊กชาร์จ สาย USB (ใช้ทั้งต่อปลั๊กชาร์จและคอม) สาย AV กระเป๋าหนัง (เก๋มากกกกก) สายคล้องหนัง เอกสาร/CD มาดูตัวกล้องกันครับ G1 บางจริงสมกับที่โฆษณาไว้ ด้านหน้าดูเก๋ดีครับ ข้างๆ มีกริ๊บให้ด้วย จับถนัดมือดี Flash Built-in Battery จอเปิดออกและพลิกได้ครับ ตัวเลนส์เก็บเรียบร้อยดี เวลาเปิด Switch จะยื่นออกมาตามปกติกล้องคอมแพ็ค ด้านบนมีแป้นควบคุม สามารถเลือกใช้งานได้หลาย Mode โดยเฉพาะ P / TV / AV / M แบบเดียวกับกล้อง Compact รุ่นโตๆ ยี่ห้ออื่นครับ ปุ่มชัตเตอร์และแหวนซูมอยู่คู่กัน ใช้งานสะดวกดีครับ ปุ่ม On/Off อยู่ถัดไป ระดับเดียวกับตัว Body ครับ ต้องกดลึกหน่อย แต่ดีครับ กล้องไม่เปิดเองเวลาอยู่ในกระเป๋า ด้านหลัง มีปุ่มควบคุมอยู่หลายจุดครับ จุดแรกจะเป็นเฟือง ใช้ควบคุมการตั้งค่าต่างๆ รองลงมาจะเป็นปุ่ม Record VDO ถัดมาเป็นปุ่ม Play แป้น Control หลักอยู่ตำแหน่งประมาณนิ้วโป้งพอดีครับ สามารถหมุนเฟืองด้านนอกเพื่อตั้งค่าต่างๆ และยังสามารถกดปุ่ม OK/Fn ตรงกลาง เพื่อเรียกเมนูปรับแต่งขึ้นมาแสดงผลในจอได้อย่างรวดเร็ว และยังมีแป้นให้กดเลือกการทำงานรูปแบบอื่นๆ ได้อีกเช่น Macro, Flash, Timer ด้านล่างสุดจะเป็นปุ่ม Menu และ Q ใต้ตัวกล้องจะมีช่อง Stereo Mic และลำโพงอยู่ครับ จอภาพแบบ Flip ได้นี่ สีแจ่มมากครับ ความละเอียดดีทีเดียวครับ แต่สีที่สดแจ่มนี่ เกินจริงไปนิดนึง แต่ก็สวยครับ ด้านข้างจะมี Port USB และ AV ให้อยู่ด้วยครับ มาดูความบางกัน ผมวางเทียบกับ iPhone 4S นะครับ ดูหนาขึ้นมาทันใด แต่ก็ยังเรียกว่าบางจริงครับ ถ้าเทียบกับกล้องตัวอื่นๆ ลองมาดูว่ากล้องมีอะไรมาให้เล่นบ้าง F1.8 Manual Mode DOF Effect Effect ต่างๆ Capture Menu Movie Menu Setup Menu ระบบ Focus Macro ใกล้สุดได้ถึง 3cm แต่ไอ้ที่ผมชอบมาก จะเป็นกระเป๋าหนังครับ เก๋มาก ลองมาดูภาพที่ได้จากกล้องตัวนี้กันครับ ผมไม่ได้ถ่ายมาครบทุก Mode นะครับ เอามาติดตัวแล้วใช้ในสถานการณ์ปกติมากกว่า ต้องบอกว่าถ่ายสนุกมากครับ สรุปในมุมผมนะครับ BenQ G1 เป็นกล้อง Compact ที่พอจะเทียบได้กับกล้อง Brand ดังอย่าง G12 ของ Canon หรือ Nikon P7100 ได้เลย แต่ข้อเด่นของ G1 คือ ราคาเปิดตัวเพียง 8,990 บาทครับ ถูกกว่ากันเกือบครึ่ง G1 จึงเป็นกล้องที่ค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียวครับ สนใจดูรายละเอียดได้ที่ www.benq.co.th หรือโทร 02-670-0310 ต่อ 113 ครับ
  14. หลังจากที่ได้ทำ [Review] BenQ JOYBEE GP2 Mini Projector ไปแล้ว ทาง BenQ Thailand ก็ได้ส่งกล้องมาให้ผมทำ Review ให้ดูกันเพลินๆ อีกตัวครับ กล้อง BenQ LR100 เป็น Digital Compact ตัวเล็กๆ ราคาสามพันกว่าบาท แต่ทำอะไรได้คุ้มเกินตัวเลยทีเดียว ดูกันเพลินๆ ระหว่างรอ Apple เปิดตัว Product ใหม่ในวันพรุ่งนี้ครับ ตัวอย่างภาพที่ได้จากกล้อง BenQ LR100 Night shot Water color Landscape Macro Color Correct Fish Eye Toy Lomo Food (Macro)
  15. ขบวนพาเหรดรีวิว iPhone 5 เดินหน้ากันเข้ามาแล้วจากสื่อชั้นนำ เจ้าไหนพูดยังไง มีความเห็นยังไงกันบ้าง 9to5 Mac รวบรวมบทคัดย่อ พร้อมลิงค์ไปอ่านเวอร์ชันเต็มมาให้เพียบ ปล. Read on your own risk and money. http://9to5mac.com/2012/09/18/iphone-5-reviews-released-impossibly-light-but-solid-feel-ios-is-speedy-on-the-expansive-screen/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=facebook
  16. tum

    iPad Smart Case Review

    ทำเล่นๆ เห็นออกมานานแล้วครับ เพิ่งจะมีกะเค้า เลยขอสักหน่อย :: เอาไว้ที่ Vimeo แล้วนะครับ ของ Youtube รอสักครู่ ให้ระบบเค้าเปลี่ยนเพลงให้อยู่ครับ จะได้ดูได้ด้วย :blushing:
  17. วันนี้ขออนุญาติ มารีวิวอีกครั้งกับ Mac App ชื่อว่า Lock Screen Plus นะครับ โดย App ตัวนี้ผู้พัฒนาเป็นคนไทยซะด้วย เป็นเจ้าเดียวกันกับ http://freemac.net/h...-mac-app-store/ ข้อมูลเบื้องต้น ​Price : 1.99$ Category: Utilities Release: 10 July 2012 Version: 1.0 Size: 5.9 MB Language: English Developer: Chanok Opapongpunt Copyright © 2012 SquidMelon. All rights reserved. สามารถ โหลด App ได้จาก Mac App Store ได้ตาม link นี้เลยครับ http://itunes.apple....523667569?mt=12 หลังจาก Run App เสร็จ จะมี หน้า Welcome Screen โผล่ขึ้นมา อธิบายแนะนำโปรแกรมว่า มันใช้ทำอะไร (ใช้ lock หน้าจอ และมาพร้อมกับ theme สวยๆ เวลาเราไปไหนมาไหน ลุกออกจากโต๊ะที่ทำงาน เพื่อนๆมาเห็นต้องร้องว๊าวแน่นอน) เวลาที่ใช้งานโปรแกรมสามารถ เข้าถึงได้จาก Menu bar ด้านบน โดยสามารถ กด lock จากตรงนี้ได้ด้วย หน้าตา Perference หลักๆ สามารถ set shortcut ได้ว่าต้องการกดปุ่มไหน แล้วให้ lock หน้าจอ สามารถตั้งเวลา autolock ได้ด้วย ถ้าหาไม่มีการเคลื่อนไหว กี่นาทีก็ lock ให้อัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกเข้ามาอีก โดยที่ tab appearance นั้นเราสามาถเลือก Theme ที่ต้องการได้ , สามารถเปลียน location ของ weather forecast, สามาถเลือก Wallpaper ของเราได้เอง โดย Theme มีให้เลือก load เพิ่มได้และไม่มีการเสียตังเพิ่ม , โดยตอนนี้มีแค่ 4 themes แต่ทาง developer บอกว่าจะเพิ่มมาเรื่อยๆ ลองทำการเปลี่ยน Location ซะหน่อย หลังจากนั้นก็ กด short cut ที่ได้ตั้งไว้ เพื่อ lock หน้าจอเลย จะเห็นว่าตอนนี้มีสภาพอากาศ ของ location ที่เลือกแล้ว จะเห็นว่า หลัง location จะมีเลขอยู่ (17:18) หมายถึง ช่วงเวลาของ อากาศที่กำลังแสดงอยู่ แปลว่า อากาศที่เราดูอยู่เป็นของเวลา 17.00-18.00 ทางผู้พัฒนาบอกว่า ที่ไม่แสดงอากาศปัจจุบันเพราะ หากอยากรู้ ก็ให้หันออกไปดูนอกหน้าต่างจะง่ายกว่า :unworthy: ลองเปลี่ยน Theme หลายๆ Theme กันบ้างดีกว่า โดยที่แต่ละ Theme ก็จะมี Unlock animation ที่แตกต่างกันออกไป หน้า Perference จะมี Tab security ซึ่งสามารถเลือกได้ว่า จะ unlock โดยใช้ keyboard / trackpad อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความปลอดภัยด้วยการใส่ password เข้าไปหลังจาก unlock โดยหาใส่ password ไว้ เวลา unlock จะมี pop up ขึ้นมาคล้ายๆ pop up ของ iphone เลย พอใส่ password หน้าจอก็จะ unlock เองเลย นอกจากนั้นใน Perference ยังสามรถ ส่งความคิดถึงไปหา Developer ได้ด้วยที่ tab Feedback ในเมนูยังมี FAQ ให้อ่าน จากในโปรแกรมได้เลยหามีข้อสงสัยอะไร ขอบคุณที่ติดตามครับ (อาจจะเหมือน review live wallpaper ไปหน่อย เพราะ copy มาก็เยอะเลย)
  18. คร่าวๆ ไม่ละเอียดครับ
  19. มาลองตั้งค่าให้ ไอโฟน ไอพอด ไอแพด พูดไทยได้กันเถอะ ใช้ได้บนอุปกรณ์ iOS 5 ทุกชิ้นนะครับ http://www.youtube.com/watch?v=9t9pbdBqwBc รณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้ภาษาไทยบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ครับ อย่าบอกว่าดูเชย หรือแปลไม่ดีเลย โดยเฉพาะเรื่องแปลไม่ดีเนี่ย ถ้าเราไม่ลองใช้แล้ว feedback มันมากๆเข้า เค้าก็เปลี่ยนให้ ดีกว่าพอเห็นว่าไม่ดีแล้วก็เปลี่ยนเลย ปล.1 หากใครทราบแล้วก็ขออภัยนะครับ ปล.2 คลิปนี้ทำเองนะครับ หลังจากเอาไปเผยแพร่ให้เพื่อนๆ ปรากฏว่าหลายคนชอบใจมาก เลยลองเอามาลง Youtube ใครสนใจก็เอาไปเผยแพร่เลย
×