Jump to content
insomniax

เรียนภาษาอังกฤษสำหรับสอบ TOEFL ที่ไหนดีครับ

Recommended Posts

ผมกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวไปเรียนต่ออะครับ

กำลังเตรียมตัวด้านภาษาอยู่

ตอนนี้ผมมีเรียนที่ British Council อยู่แล้ว แต่ก็เหมือนจะเน้นไปทางด้าน IELTS มากกว่า

ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะเอาไปใช้สอบ TOEFL ได้มั้ย

เลยอยากจะมาถามดู เผื่อมีผู้มีประสบการณ์ อยากจะขอความเห็นกับคำแนะนำหน่อยครับ

ว่าถ้าจะเรียนหรือติวภาษาอังกฤษสำหรับไปสอบ TOEFL ไปเรียนที่ไหนดีครับ

มันมีเยอะแยะไปหมด ถูกบ้างแพงบ้าง ไม่รู้ที่ไหนเชื่อถือได้มั่ง

ช่วยแนะนำด้วยครับ

 

ขอบคุณครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ถ้าจะสอบให้หาที่เรียนเพื่อสอบเลยครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ตอนนี้ผมมีเรียนที่ British Council อยู่แล้ว แต่ก็เหมือนจะเน้นไปทางด้าน IELTS มากกว่า...

 

 

แน่นอนครับ เพราะ IELTS นั้น ดำเนินการโดย U. of Cambridge (UK) ร่วมกับ British Council (UK)

 

ส่วน TOEFL นั้นจัดโดย ETS (American)

ผมว่า ถ้าลองถามดูที่ AUA (American เหมือนกัน) น่าจะเข้าท่านะ

 

เดี๋ยวผมเข้าไปดูหน่อยดีกว่า....อยากรู้

 

มาแล้วครับ....รู้สึกว่าจะมีแต่เป็น special course เน้นเกี่ยวกับทักษะการทำข้อสอบ TOEFL (หรือ TOEIC)

คงคล้าย ๆ กับ "ติวสอบ" หรือไม่ก็พวก "กวดวิชา"....ตาม Link นี้ครับ

 

 

http://www.auathaila...sexamskills.php

Share this post


Link to post
Share on other sites

ต้องการเตรียมตัวเรียนเพื่อเรียนต่อที่ไหนหรือครับอเมริกาหรือเปล่า ถ้าใช่นี่เป็นประสบการ์ณตรงของตัวผมเอง

 

 

ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าภาษาอังกฤษของผมไม่ได้อยู่ในระดับที่เลวร้ายมาก เคยสอบ TOEFL แบบที่ไม่ได้เตรียมตัวอะไรได้คะแนนอยู่ที่ประมาณช่วง 520-530 (จำคะแนนจริงๆไม่ได้แล้วครับนานมากแหล่ะ) เคยฝีกงานที่ Singapore ประมาณ 6 เดือนตอนช่วง Summer ของ ปี 3 (ปริญญาตรี)

 

เคยเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองไทยเพื่อเตรียมสอบอย่างเดียวที่สงวน หนังสืออ่านเองก็เยอะ แต่ผลสุดท้ายปรากฎว่าคะแนนก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่เลย ผมคิดว่าเนื่องจากเพราะว่าตอนเรียนอยู่เมืองไทยผู้เรียนจะใช้ภาษาอังกฤษเฉพาะตอนเรียนหรือตอนอ่านหนังสือเท่านั้น (และคิดว่าการใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นการใช้อย่าจริงจังด้วย) ส่วนเวลาอื่นๆ ก็ใช้ภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงทำให้การพัฒนาภาษาอังกฤษไม่ได้ดีเท่าที่ควร

 

พอมาเรียนอเมริการู้ซึ้งเลยว่านรกเป็นยังงัย ขึ้นรถเมล์บอกป้ายให้กับคนขับรถเมล์ คนขับรถฟังไม่รู้เรื่องว่าเราจะไปไหน ไปซื้อของที่ Supermarket คนเก็บเงินก็ฟังไม่รู้เรื่อง โทรศัพท์นี่ไม่กล้ารับเลยครับช่วงแรกๆ เพราะฟังไม่รู้เรื่องเลย ยิ่งพูดนี่ไม่ต้องคิดเลย เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง ถ้าพูดกันแบบต่อหน้าตัวเรายังพอที่จะฟังออกว่าคนที่คุยกับเราเขาบอกอะไร

 

ตอนที่มาเรียนนี่ผมเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาก่อน โดยได้เริ่มเรียนที่ระดับ Advance เลย เพราะมีพื้นฐานดีในระดับหนึ่งแล้ว การเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะเน้นทางด้าน speaking, listening, and academic writing (ต่างจาก writing ทั่วไปแต่ผมจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ครับ) หลังจากที่ได้เรียนไป 2 sessions (4 เดือน) ผมได้ลองสอบ TOEFL ใหม่ปรากฎว่า ได้เกิน 600 ไปนิดหน่อย ซึ่งเป็นระดับคะแนนที่ดีพอควรที่จะสามารถสมัครเข้า U ต่างๆ ได้ ตอนนั้นสมัครไปแค่ U เดียวที่เมืองที่เรียนภาษาอยู่เพราะไม่อยากย้ายรัฐไปเลยต้นใหม่ ทาง U ก็ตอบรับให้เข้าเรียน เลยโชคดีไป

 

ทำไมคะแนนถึงพัฒนาขึ้นได้ คำถามนี้เป็นคำถามที่มีคนเคยถามผมหลายคนแหล่ะ ผมขอตอบเลยว่าเพราะว่า พอมาอยู่ต่างประเทศแล้วชีวิตต้องสู้ถอยไม่ได้แล้ว ต้องดิ้นรนจริงๆ ภาษาเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ต้องเข้าใจและต้องเคยชินจริงๆ เราต้องตั้งใจและต้องใช้เยอะมาก ใน 1 วัน รับรองได้ใช้ภาษาอังกฤษประมาณ 16 ชั่วโมงแน่ๆ เผลอๆมากกว่านั้นด้วยเพราะฝันเป็นภาษาอังกฤษด้วย 555 เป็นเรื่องจริงนะครับ ความเคยชินนี่แหล่ะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้สามารถสอบ TOEFL ได้คะแนนดี

 

สำหรับการเข้า Gradudate School นี่ TOEFL ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยครับ สิ่งที่ยากจริงๆคือ GRE, GMAT, LSAT หรือ MCAT ครับ Native speakers เองยังบ่นเลยว่าอะไรก็ไม่รู้ครับ เพราะยากมาก ผมว่าพวกนี้สิครับเป็นสิ่งที่ต้องตั้งใจจริงๆ เลยครับ

 

สุดท้ายนี้ อันนี้คือข้อแนะนำของผมครับ

  • ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มาเรียนภาษาที่เมืองนอกเลยครับ ช่วยได้จริงๆ ได้ปูพี้นฐาน เตรียมตัวก่อนเข้าเรียนเรียนด้วย ถ้าไม่ได้ปรับตัวก่อนเรียนฟัง Lecture อาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ครับ
  • เลือกเมืองที่คิดว่าจะสมัครเข้า U ที่นั่นเลยครับ เพราะหลังจากเริ่มเรียนไปแล้วจะไม่ค่อยอยากกจะย้ายเมืองไปเริ่มต้นใหม่แล้วครับ ผมเจอมาหลายคนหล่ะ
  • เอาเวลาไปเตรียมตัวพวก GRE, หรือ GMAT ด้วย อย่ามัวสนใจแค่ TOEFL อย่างเดียวครับ

หวังว่าประสบการ์ณที่ผมเขียนมานี้คงจะเป็นประโยชน์กับเจ้าของกระทู้นะครับ

 

ขอบคุณครับ

 

  • Like 3

Share this post


Link to post
Share on other sites

เห็นด้วยกับคุณ innocent ครับสถาบันที่สอนการสอบ TOEFL ในปัจจุปันนั้นเน้นเฉพาะการสอนให้ "สอบ" ให้ "ผ่าน" เท่านั้น ทำให้นักเรียนไทยที่ไปเรียนต่างแดนเกือบ 70 - 80% มีปัญหากับการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการใช้งานในลักษณะนั้นไม่มีตำราที่ไหนให้สอน ต้องเรียนจากการ "ใช้งาน" จริงๆ

 

สำหรับตัวผมเอง คุณพ่อ คุณแม่ผมเตรียมการตั้งแต่สมัยเด็กๆ พอผมไปเรียนปริญญาโท ปัญหาเรื่องภาษาจึงน้อยมากเมื่อเทียบกับนักเรียนไทยทั่วไป อีกทั้งตอนปริญญาตรี ผมเองก็เรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษอยู่แล้วด้วย การอ่านตำรา หรือ Text นั้นจึงไม่มีปัญหา

 

ผมเองตอนสมัครเรียนปริญญาโท ผมไปเที่ยว Las Vegas ก่อนไปสอบด้วยซ้ำ ได้ประมาณ 547 แต่อาศัยว่าผมมีโอกาสที่ดี เข้าไปคุยกับมหาวิทยาลัยเลย เค้าได้เจอหน้าพูดคุย เค้าก็เลยให้ผ่านได้เลย ไม่ต้องไปสอบให้ผ่าน เร็วๆ นี้ผมก็กำลังจะไปต่อปริญญาเอก อาศัยอานิสงส์จากการเรียนปริญญาโทใน US ผมเลยไม่ต้องสอบ TOEFL หรือ GRE ใหม่ เนื่องจากผ่านการเรียนใน US มาแล้ว ฮ่า ฮ่า :blushing:

 

อ๋อ สำหรับ GRE นั่น ปัญหาจะอยู่ในส่วนของ Verbal Part มากกว่าครับ สำหรับส่วน Analytical กับ Quantitative ถ้าคุณเรียนพวกเลขในเมืองไทยมา ปัญหาน่าจะน้อยกว่าครับ (ปัญหาจริงๆ คืออ่านภาษาอังกฤษแล้วไม่เข้าใจมากกว่า)

Edited by Tee+...Lek
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

อ่านแล้วรู้สึกว่า ผมต้องเตรียมอะไรให้ลูกมากกว่าที่ทำอยู่ซะแล้ว

จะได้ไม่โง่เหมือนผม :cheers:

 

ขอบคุณครับ

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณมากๆครับ

 

ผมให้ข้อมูลไม่ครบ ขอโทษทีครับ -_-"

คือตอนแรกผมว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ แต่ว่า ผมวางแผนไว้ว่าหลังเรียนจบ (ถ้าเป็นไปได้) จะหางานทำที่นู่นต่อสักพักใหญ่ๆ แล้วค่อยกลับ

ทีนี้ ก็จากที่หาข้อมูลและคุยกับคนรู้จักมาหลายๆคน เขาก็ว่าถ้าจะหางานทำที่อังกฤษ ตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลย งานหายากมากๆ

ผมก็เลยเบนเข็มไปทางอเมริกาแทน แล้วก็เห็นว่าเกือบทั้งหมด ก็ต้องใช้ TOEFL ผมก็เลยจะหาที่เรียนเพื่อเตรียมตัวครับ

 

จะขอถามคุณ innocent อีกสักหน่อยครับ

คือว่าที่ไปเรียนภาษาที่นู่นเลยนี่ เรียนกับที่ไหนหรอครับ

เป็นพวกหลักสูตรของ U หรือว่าสถาบันสอนภาษาทั่วๆไปอะครับ

เข้าใจว่า ถ้าอยู่ที่นู่นอะไรๆมันก็จะบังคับให้เราเรียนรู้ภาษาไปเอง แต่เพราะสำหรับผมแล้ว เงินค่อนข้างจำกัดอะครับ =_=

เคยมีคนแนะนำมาว่า Kaplan ก็ดี แต่เท่าที่ลองหาข้อมูลดู ก็แพงหลายอยู่

ผมเลยอยากวางแผนให้มันรัดกุมกว่านี้หน่อย จะได้คุมค่าใช้จ่ายด้วย

 

ผมสนใจจะไปเรียนทางด้าน interactive media design / interaction design / digital media design หนะครับ

เลยไม่แน่ใจว่า จำเป็นต้องสอบพวก GRE, GMAT, LSAT หรือ MCAT ด้วยมั้ย อันนี้ไม่ทราบเลยจริงๆครับ เพราะผมก็ยังไม่ได้หาข้อมูลละเอียดนัก

แล้วก็ ตอนนี้ผมมีปัญหาอยู่อีกอย่าง ก็คือว่า ยังไม่รู้ว่าจะไปเรียนที่ U ไหนดี รู้แค่ว่าอยากเรียนต่อด้านไหน แต่ไม่รู้ที่ไหนเจ๋งๆดีๆบ้าง

มีคนแนะนำให้ผมไปดูทางฝั่ง west coast เพราะว่าทางฝั่งนั้นมีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยี...

ผมก็ได้ลองหาข้อมูลดูแล้ว แต่ก็ดูจะยังไม่เพียงพอ...คือเหมือนงมเข็มเลยครับ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี T_T

พอจะมีคำแนะนำบ้างมั้ยครับ

 

ขอบคุณครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

สวัสดีครับ

ผมหมายถึงโรงเรียนสอนภาษา ESL ของ U ที่เราสนใจอยากเรียนครับ ถ้าเป็น U ใหญ่มักจะมีครับ โรงเรียนสอนภาษาพวกนี้ค่อนข้างได้มาตรฐาน คุณภาพของอาจารย์ที่สอนจะดีกว่าพวกสถาบันเอกชนทั่วไป อาจารย์ส่วนใหญ่จะจบปริญญาโททางด้านการสอนภาษาแบบ ESL มาโดยตรง ตัวอย่างเช่นอาจารย์ที่สอน Academic writing ที่ผมเคยเรียนด้วย เขาเคยเป็นกรรมการตรวจ writing TOEFL มาด้วย เขามีข้อแนะนำดีๆ ให้เยอะตอนที่เรียน

 

สำหรับเรื่อง GRE กับ GMAT ต้องตรวจสอบกับทางคณะที่เราอยากเรียนครับว่าเขาต้องการหรือไม่ ถ้าเรียน ป โท นี่ผมคิดว่าเขาต้องการ GRE เกือบทุกคณะครับ

 

ส่วนเรื่อง U นี่ผมให้คำแนะนำไม่ได้ครับ พอดีผมเรียนสาย Engineer ครับ Design เหมือนกันครับ แต่ Design พวกจรวด ยานอวกาศ ดาวเทียม หรือเครื่องบินครับ ไม่ได้ทำอะไรที่อยู่บนพื้นดินผมแนะนำให้ติดต่อเพื่อนคนไทยครับ

 

ธรรมดา U ใหญ่มักจะมีสมาคมนักเรียนไทยครับ email ไปถามได้เลยครับ คนไทยส่วนใหญ่จะนิสัยชอบช่วยเหลืออยู่แล้วครับ เรื่องพวกรายละเอียดพวกนี้ทางสมาคมนักเรียนไทยช่วยตอบให้ได้ครับ พอได้ U ที่สนใจแล้วให้ email คุยกับ Professor เลย และถ้ามีโอกาสมาเที่ยวอเมริกาช่วงนั้นพอดี ให้คุยกับทาง graduate school เลย ส่วนใหญ่เขาสามารถช่วยพาเราทัวร์ชม U ได้ครับ

 

ผมว่าเรื่องที่สำคัญมากๆ อีกเรื่องที่มักจะมองข้ามกันคือเรื่องสภาพแวดล้อมของเมืองที่ U ตั้งอยู่ครับ ต้องเลือกให้ดีครับ บางเมืองหน้าหนาวอากาศติดลบหกเดือนอาจจะอยู่ไม่ได้นะครับ

 

ส่วนเรื่องงานผมแนะนำว่าไม่ต้องคิดเลยครับ ยากมากครับตอนนี้ ถ้าไม่เก่งโดดเด่นจริงๆ หรือโชคดีจริงๆ โอกาสแทบจะเป็นศูนย์ครับ คนอเมริกันเองยังตกงานครับ เรื่องอะไรที่บริษัทจะมาจ้างคนต่างชาติแล้วต้องเสียเงินและปวดหัวเรื่องขอ Visa ทำงาน

 

สวัสดีครับ

Edited by innocent

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอโทษนะครับ ที่ตอบข้อความแล้วตัวหนังสือติดกันไปหมดทำให้อ่านยาก พอดีผมตอบบน iPad ไว้ผมจะหาโอกาสมาแก้ให้อ่านง่ายขึ้นครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

สำหรับเรื่องภาษา ผมแนะนำให้มองควบคู่ไปกับมหาวิทยาลัยที่คุณเลือกเรียนครับ เพราะถ้าคุณเรียนภาษาที่นั่นแล้วสมัครเข้าเรียน คุณย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปพูดคุยกับบุคคลที่รับสมัครด้วยตนเอง มีนักเรียนไทยหลายคนที่ไปเรียนภาษาแล้วสมัครเข้าเรียนไปด้วย บางครั้งแม้จะไม่ผ่านในครั้งแรก เค้าอาจจะยอมให้คุณเข้าเรียนก่อน แล้วสอบให้ผ่านที่หลังก็ได้นะครับ (สมัยผมเรียนเมื่อปี 2000 มีหลายๆ คนก็ทำแบบนี้แหละครับ)

 

ส่วนเรื่องมหาวิทยาลัยนั้น ทำไมไม่ลองไปถามอาจารย์ในสถาบันที่คุณศึกษาอยู่ละครับ เพราะส่วนใหญ่เวลาสมัครเรียนคุณก็อาจจะต้องขอให้อาจารย์ก็อาจจะช่วยเขียนจดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) ให้คุณอยู่ดี

 

เรื่องหางานหลังเรียนจบนี่ ถ้าภายในปีสองปีนี้ คงจะยากมากๆ แน่ๆ ครับ เนื่องจากอัตราการว่างงานใน US มีอัตราที่สูงมาก แม้ว่าการขอ OPT จะสามารถทำได้ โดยสามารถทำงานอย่างถูกกฎหมายได้ 1 ปีหลังจากเรียนจบ แต่การขอวีซ่าทำงานเค้าเปลี่ยนข้อบังคับใหม่ ซึ่งยุ่งยากมาก และมีโควต้าค่อนข้างจำกัดด้วย

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณมากๆเลยครับ สำหรับคำแนะนำ

 

ผมคงต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะไปเรียนที่ไหน และเรียนอะไร

 

แล้วระหว่างที่ยังอยู่เมืองไทยนี้ ผมควรจะเตรียมตัวเรื่องภาษาอย่างไรดีครับ

คือในเมื่อมันได้ผลไม่มาก แต่อย่างน้อย ก็น่าจะได้อะไรบ้าง

ตอนนี้ผมก็พยายามหาหนังสือพวก เรื่องสั้นเล่มเล็กๆของพวก Penguin อะไรงั้นด้วยครับ

เพราะเรียนที่ British Council เขาก็มีให้เช่าได้ เพราะหวังว่ามันก็น่าจะพัฒนาทักษะ reading ได้บ้าง

 

ถ้ามันจะมีวิธีอื่นๆที่ดีกว่า หรือน่าสนใจ ก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ :geek:

Share this post


Link to post
Share on other sites

เอ่อสำหรับเรื่องหนังสือนี่ส่วนใหญ่ที่ผมใช้ตอนนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับ writing ครับ ซึ่งผมคิดว่ายังไม่น่าจะจำเป็นสำหรับคุณตอนนี้ครับ

 

วิธีที่ผมแนะนำจริงๆ คือ ดูฟังแล้วก็พูดครับ

 

ให้ดู Series: Friends ครับ เลือกแบบที่เป็นพูดอังกฤษ และมี subtiltle อังกฤษครับ ที่เลือกเรื่องนี้เพราะว่าศัพท์ที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์ที่มักจะใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันครับ

 

วิธีการคือให้ดูแบบเปิด subtitle แต่พยายามอย่าใช้วิธีอ่าน ให้ฟังเอาครับ แล้วก็ฟังให้เข้าใจในตัวภาษาเลยโดยที่ไม่ได้ต้องแปลเป็นไทย ถ้าฟังไม่ทันหรือศัพท์บางคำไม่เข้าใจจริงๆ ก็ให้ดู subtitle แล้วให้จดไว้ว่าศัพท์คำนั้นคืออะไรแล้วค่อยไปเปิด Dictionary หลังจากที่ดูเสร็จแล้วครับ ระหว่างที่ฟังนี่มีสิ่งสำคัญที่ต้องทำอีกอย่างคือ ให้พูดตามตัวละครไปด้วยเลยครับ ออกเสียงออกมาเลยนะครับให้ดังและชัดเจน พยายามเลียนแบบการออกเสียงสูงต่ำจังหวะการพูดตามตัวละครครับ พยายามพูดตามให้ทัน พยายามหาเวลาทำให้ได้วันละ 3-4 ชม. ครับ ผมบอกได้เลยว่าสัปดาห์แรก เรื่องฟังและพูดตามให้ทันนี่ยากและเหนื่อยมากครับ แต่คุณต้องอดทนครับ พอทำแบบนี้นานขื้นคุณจะแยกประสาทได้อะไรก็จะดีขึ้นและคุณได้ฝึก Pronouciation and Intonation ให้เกิดความเคยชินครับคิดว่าวิธีการนี้น่าจะช่วยพัฒนาเรื่องภาษาได้ในระดับหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องฟังและพูดครับ

 

สวัสดีครับ

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

หลายเรื่องหลาย part มันไม่ใช่แค่อ่านรู้เรื่อง + ฟังรู้เรื่องเท่านั้นแล้วนะครับ

บางอย่างมันต้องตีคำถามให้แตก + ตอบให้ตรงคำถามด้วย

 

แนะนำให้ซื้อหนังสืออ่านติว TOEL (iBT) ของ Kaplan ครับ...ช่วยได้มาก :)

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณมากๆเลยครับ สำหรับคำแนะนำ

 

ผมคงต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะไปเรียนที่ไหน และเรียนอะไร

 

แล้วระหว่างที่ยังอยู่เมืองไทยนี้ ผมควรจะเตรียมตัวเรื่องภาษาอย่างไรดีครับ

คือในเมื่อมันได้ผลไม่มาก แต่อย่างน้อย ก็น่าจะได้อะไรบ้าง

ตอนนี้ผมก็พยายามหาหนังสือพวก เรื่องสั้นเล่มเล็กๆของพวก Penguin อะไรงั้นด้วยครับ

เพราะเรียนที่ British Council เขาก็มีให้เช่าได้ เพราะหวังว่ามันก็น่าจะพัฒนาทักษะ reading ได้บ้าง

 

ถ้ามันจะมีวิธีอื่นๆที่ดีกว่า หรือน่าสนใจ ก็ช่วยแนะนำด้วยนะครับ :geek:

 

- Get yourself in English environment, such as listen to English podcast all day, speak out loud, talk to yourself.

- Read some news, blog, internet.

- Study at BC twice a week won't help. So you have to do it by yourself.

Share this post


Link to post
Share on other sites

ผมเคยเรียนที่ อ.สงวน ใกล้ๆร้านมนต์เสาชิงช้า ดีมากๆครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ของ อ สงวน นี่ ค่าเรียนแพงมั้ยครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ในทางแง่มุมเป็นเหตุให้นิสิตนักศึกษาพบกับความมั่นใจ

Edited by bancream

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!

Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.

Sign In Now

×