Jump to content
Manophat

Final Cut Pro X ขอแชร์ประสบการณ์

Recommended Posts

งี้ปกติผมใช้แต่ imovie ผมสามารถขยับไปเล่นตัวนี้ก็จะชอบเลยใช่มะลุง!! :lol00:

Share this post


Link to post
Share on other sites

งี้ปกติผมใช้แต่ imovie ผมสามารถขยับไปเล่นตัวนี้ก็จะชอบเลยใช่มะลุง!! :lol00:

 

ผมว่าได้นะครับ ผมว่าคุ้นกว่าคนที่สลับจาก FCP มาใช้อีกครับ ฮี่ๆๆ

 

ว่าแต่ว่าใช้แต่ iMovie รุ่นไหนอ่ะคับ ไม่ใช่ว่าใช้ iMovie 06 นะ ฮี่ๆๆ แซวเล่นอ่ะคับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

http://www.apple.com/finalcutpro/faq/

 

Apple เปิด FAQ สำหรับ Final Cut Pro X เพื่อตอบคำถาม เกี่ยวกับ Missing Feature ต่างๆใน FCPX อย่างเป็นทางการแล้วครับ

 

คร่าวๆ การเปิดไฟล์จาก FCP7 ทำไม่ได้ แนะนำให้ใช้รุ่นเก่าไปก่อน Multicam, XML Export จะออกมาในรุ่นอัพเดตนะครับ การส่วน OMF , EDL , AAF จะเปิด API สำหรับ XML Export ให้นักพัฒนาภายนอกเข้ามาทำ 3rd Party app ครับ

 

Assign Audio track สำหรับ Export จะออกช่วง Summer ครับ

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

XML Export ผมไม่เคยใช้เลย มันเอาไว้ทำให้เกิดอะไรขึ้นครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

XML Export ผมไม่เคยใช้เลย มันเอาไว้ทำให้เกิดอะไรขึ้นครับ

 

เอาไว้ส่งไปให้โปรแกรมอื่นทำงานต่อมั้งครับ จริงผมก็ไม่เคยใช้เหมือนกัน ฮ่าาา

Share this post


Link to post
Share on other sites

ไปๆ มาๆ ราคาซอฟท์แวร์เสริม จะแพงกว่าตัวหลักไปซะแล้วครับ

 

Automatic Duck Pro Export ราคา $495 !!!

 

จะ pro ได้ยังไง ถ้าตัวเองส่งข้อมูลภาพไปออนไลน์ไม่ได้ ส่งข้อมูลเสียงไปห้องเสียงไม่ได้ ต้องพึ่ง third party ตลอด

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

:wallbash: :wallbash: :wallbash:

 

สรุปแล้วราคาถูกลงหรือแพงขึ้นกันแน่เนี่ย

 

ขอบคุณคุณ Editbox สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ผมเจอของเล่นใหม่ และต่อไป น่าจะเป้นไปได้ที่จะมี Controller บน iOS เราก็ไม่ต้องใช้ MIDI แล้ว มี Jocหมุน บน ipad เลยจะสะดวกมากๆ

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

ผมเจอของเล่นใหม่ และต่อไป น่าจะเป้นไปได้ที่จะมี Controller บน iOS เราก็ไม่ต้องใช้ MIDI แล้ว มี Jocหมุน บน ipad เลยจะสะดวกมากๆ

 

แสดงผลนี่ผมไม่ตกใจเท่าไหร่ มาตกใจตรงที่มันรับ input ได้ด้วยเนี่ยแหละครับ โว้วววว หาข้ออ้างซื้อ iPad ได้แล้ว !!!!

Share this post


Link to post
Share on other sites

วันนี้ได้ฤกษ์ใช้คุณสมบัติในการ organize footage ที่ Apple โปรโมทนักโปรโมทหนาแล้วครับ

 

ก็สะดวกขึ้นจริงๆครับ แต่นั่นแหละคือเราต้องทำงานด้วย workflow ที่ใช้ประโยชน์จากการ organize ข้อมูลเหล่านั้นด้วย จึงจะได้ประโยชน์ จากมันอ่ะครับ

 

การจัดการ META Data ผมว่ามันทำได้ง่ายขึ้นนะ สมัยเป็นตัวก่อน ผมแทบไม่จัดการพวกนี้เลย แฮ่ะๆ

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

วันนี้ได้ลองขยับๆเกี่ยวกับ audio track ผมพบว่า .... มันไม่ติดกับ frame เหมือน FCP เดิมแล้วครับ แต่เดิม FCP เวลาเราหั่นเสียงหรือ trim มัน มันจะทำได้ในระดับ frame แต่ว่าบางทีเสียงที่อัดมามันเหลื่อมระหว่างเฟรมพอดี ถ้าจะเอาเนียนๆ ต้องโยนไปทำใน Sound track pro หรือโปรแกรมอื่น

 

ใน FCPX นี่ไม่ต้องแล้วครับ มันเป็น subframe audio editing ครับ :-) ไอ้ตรง audio track นี่เราขยับได้แบบสบายๆเหมือนทำงานในโปรแกรมตัดต่อเสียงเลยครับ คล่องตัวมาก

 

 

ผมพบว่าการใช้งานโปรแกรมต่างๆที่เคยต้องอยู่แยกกันใน FCS อย่าง Soundtrack , Color นี่มันถูกนำมารวมไว้ใน FCPX แล้วอ่ะครับ :-)

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

โอ้ งี้ก็แก้ปัญหาเรื่องหลุดซิงค์ได้สะดวกขึ้นมากสิครับ

ยังไม่มีเวลาได้งมต่ออีกเลยผม :blushing:

Share this post


Link to post
Share on other sites

ครับ ผมรู้สึกว่ามันจัดได้สะดวกขึ้นนะครับ คือเป็นการเอาโปรแกรมตัดเสียงมาทำงานในส่วนของ audio track เลยครับ

 

ทีนี้มาในเรื่อง grading นะครับตรง monitor view มันมีให้เลือกแสดงเป็น vector scope, histogram และ waveform ด้วยเลยครับ แล้วก็มี color board ให้เราทำ color correction ได้ในตัวเลยครับ แจ๋วดี

ไอ้นี่ไม่รู้พูดถึง

 

เดี๋ยวมีจังหวะจะลองใช้งานการปรับสีดูอีกทีครับ :-)

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาแล้วครับ ไปลองปรับสีมาแล้ว ง่ายขึ้นนะครับ เราสามารถทำ Mask เพื่อทำ Correction ต่างๆใน FCPX ได้เองเลย และ UI ที่ออกแบบมาก็ค่อนข้างใช้งานง่าย

 

ก็ปรับได้ทั้งแบบ hilight , midtone , shadow และเลือก inside , outside mask ได้ครับ

 

 

ข้อดีชัดๆเลยคือไม่ต้องโยนเข้า Color นี่แหละครับ ทำมันบน timeline เดียวกันนี้ได้เลย ทำให้ใช้งานได้เร็วขึ้นมากๆ

 

 

แต่ตอนนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง คือให้ motion ของ mask มันตามวัตถุน่ะครับ ดูเหมือนมันก็มีให้กำหนด keyframe ได้นะ แต่ไม่รู้ว่ามันจะมีวิธีอะไรง่ายกว่านั้นเปล่า

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

มาแล้วครับ ไปลองปรับสีมาแล้ว ง่ายขึ้นนะครับ เราสามารถทำ Mask เพื่อทำ Correction ต่างๆใน FCPX ได้เองเลย และ UI ที่ออกแบบมาก็ค่อนข้างใช้งานง่าย

 

ก็ปรับได้ทั้งแบบ hilight , midtone , shadow และเลือก inside , outside mask ได้ครับ

 

 

ข้อดีชัดๆเลยคือไม่ต้องโยนเข้า Color นี่แหละครับ ทำมันบน timeline เดียวกันนี้ได้เลย ทำให้ใช้งานได้เร็วขึ้นมากๆ

 

 

แต่ตอนนี้ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง คือให้ motion ของ mask มันตามวัตถุน่ะครับ ดูเหมือนมันก็มีให้กำหนด keyframe ได้นะ แต่ไม่รู้ว่ามันจะมีวิธีอะไรง่ายกว่านั้นเปล่า

ในความคิดของผมนะครับ ผมกับรู้สึกว่าการรวมทุกอย่างไว้ใน timeline เดียว มันยิ่งทำให้ตัว timeline ทำงานช้ามากสำหรับการตัดต่อ

ถ้าเครื่องไม่แรงพอผมบอกได้อย่างเดียวว่าหมดสิทธิ

Share this post


Link to post
Share on other sites

ในความคิดของผมนะครับ ผมกับรู้สึกว่าการรวมทุกอย่างไว้ใน timeline เดียว มันยิ่งทำให้ตัว timeline ทำงานช้ามากสำหรับการตัดต่อ

ถ้าเครื่องไม่แรงพอผมบอกได้อย่างเดียวว่าหมดสิทธิ

 

จากที่ใช้งานมาพักนึง กับ MBP Late 2010 พบว่าไม่ช้าอย่างที่คิดครับ เพราะว่ามันจะทำการ render สิ่งต่างๆเหล่านี้ให้เราตลอดครับผม พอมัน render เสร็จไปแล้ว เวลาแสดงผลมันก็จะนำเอาจากที่ render แล้วมาให้เราใช้งานครับ แล้วก็ในตัวใหม่นี่มันจะสร้าง proxy เป็น media ขนาดเล็ก มาให้เราทำงานด้วยครับ เทียบกับตอนผมทำงานไฟล์ HD กับ FCP เดิม กับตัว FCPX แล้ว ใน FCPX เราทำงาน timeline ได้เร็วกว่าเดิมครับ ของเดิมนี่จะหน่วงๆเลยเวลาที่เอาไฟล์ HD มาตัด

 

ส่วนการ render เทียบกับ FCP แล้วก็อย่างที่ว่าครับ มันทำงาน background render ทำให้เราไม่ต้องนั่งรอให้ Dialog บอกความคืบหน้าการ render จบลงก่อน จึงจะไปทำงาน time line ได้ เหมือนที่เจอใน FCP ตรงนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้เยอะเลยครับผม ^^) (สามารถทำ background export ได้ด้วยนะ ถ้าซื้อ Compressor ไว้ด้วย)

 

แล้วถ้าต้อง grade สีนี่ต้องโยนเข้า Color ก่อน แล้วค่อยมาโยนกลับมาทำที่ FCP อีกที โยนไปโยนมานี่กินเวลาค่อนข้างเยอะเลยครับผม แล้วถ้าเคยใช้ Color น่าจะเจอปัญหาพวก clip ที่เราทำ speed ใน FCP แล้วส่งเข้า Color ปรากฎว่าพวก speed ทั้งหลายนี่หลุดกระจายเลยน่ะครับ ตัวใหม่นี่ไม่เป็นเลยครับ เพราะทำมันใน FCPX ตัวเดียวเลย :D

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

จากที่ใช้งานมาพักนึง กับ MBP Late 2010 พบว่าไม่ช้าอย่างที่คิดครับ เพราะว่ามันจะทำการ render สิ่งต่างๆเหล่านี้ให้เราตลอดครับผม พอมัน render เสร็จไปแล้ว เวลาแสดงผลมันก็จะนำเอาจากที่ render แล้วมาให้เราใช้งานครับ แล้วก็ในตัวใหม่นี่มันจะสร้าง proxy เป็น media ขนาดเล็ก มาให้เราทำงานด้วยครับ เทียบกับตอนผมทำงานไฟล์ HD กับ FCP เดิม กับตัว FCPX แล้ว ใน FCPX เราทำงาน timeline ได้เร็วกว่าเดิมครับ ของเดิมนี่จะหน่วงๆเลยเวลาที่เอาไฟล์ HD มาตัด

 

ส่วนการ render เทียบกับ FCP แล้วก็อย่างที่ว่าครับ มันทำงาน background render ทำให้เราไม่ต้องนั่งรอให้ Dialog บอกความคืบหน้าการ render จบลงก่อน จึงจะไปทำงาน time line ได้ เหมือนที่เจอใน FCP ตรงนี้ก็ช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้เยอะเลยครับผม ^^) (สามารถทำ background export ได้ด้วยนะ ถ้าซื้อ Compressor ไว้ด้วย)

 

แล้วถ้าต้อง grade สีนี่ต้องโยนเข้า Color ก่อน แล้วค่อยมาโยนกลับมาทำที่ FCP อีกที โยนไปโยนมานี่กินเวลาค่อนข้างเยอะเลยครับผม แล้วถ้าเคยใช้ Color น่าจะเจอปัญหาพวก clip ที่เราทำ speed ใน FCP แล้วส่งเข้า Color ปรากฎว่าพวก speed ทั้งหลายนี่หลุดกระจายเลยน่ะครับ ตัวใหม่นี่ไม่เป็นเลยครับ เพราะทำมันใน FCPX ตัวเดียวเลย :D

 

สำหรับผมนะครับ หลังจากตัดรายการทีวีไป 1 รายการ และ ละคร 1 เรื่อง และหนังตัวอย่างอีก 2 ตัว footage ที่ใช้ค่อนข้างมากนะครับ และจากหลายรูปแบบ file

และการทำ สร้าง proxy เป็นอะไรที่ไม่สามารถใช้ได้จริงเลยครับ สำหรับงานที่ต้องมี footage ค่อนข้างมาก เพราะว่าใช้เวลานานมากกกก

ผมลอง Import footage ละคร ที่ capture จาก เทป beta 90 นาที จำนวน 20 ม้วน ต้องใช้เวลา import และ render proxy + ค่าต่างๆ ประมาณ 1 คืนอ่ะครับ ปล. อันนี้ที่ size 720*576 เองนะ

และยิ่งนำมาใช้งานจริง ในการตัดงานที่เ็นรายการ ยาวเกิน 45 นาที ขึ้นไปมันหนืดมากครับ ปล. ผมใช้ macbook pro 17" 2011 + ram 8 G + SSD Vertex 3 และใช้ Hd external เก็บ footage ครับ

 

สิ่งที่ผมชอบก็คงบอกว่า timeline มันยืดหยุ่นดีครับ แต่ โอกาสหลุดจังหวะเยอะมากก อันนี้คงเพราะผมยังไม่ถนัดมากกว่ามั่ง >.<

ปัจจุบันนี้ ผมกลับมาใช้ fcp 7 เหมือนเดิมครับ ยกเว้นงานโฆษณา ที่มี fooTage ไม่เยอะแล้วต้องใช้การยอมสี ผมจึงจะกลับไปใช้ FCP X

  • Like 2

Share this post


Link to post
Share on other sites

สำหรับผมนะครับ หลังจากตัดรายการทีวีไป 1 รายการ และ ละคร 1 เรื่อง และหนังตัวอย่างอีก 2 ตัว footage ที่ใช้ค่อนข้างมากนะครับ และจากหลายรูปแบบ file

และการทำ สร้าง proxy เป็นอะไรที่ไม่สามารถใช้ได้จริงเลยครับ สำหรับงานที่ต้องมี footage ค่อนข้างมาก เพราะว่าใช้เวลานานมากกกก

ผมลอง Import footage ละคร ที่ capture จาก เทป beta 90 นาที จำนวน 20 ม้วน ต้องใช้เวลา import และ render proxy + ค่าต่างๆ ประมาณ 1 คืนอ่ะครับ ปล. อันนี้ที่ size 720*576 เองนะ

และยิ่งนำมาใช้งานจริง ในการตัดงานที่เ็นรายการ ยาวเกิน 45 นาที ขึ้นไปมันหนืดมากครับ ปล. ผมใช้ macbook pro 17" 2011 + ram 8 G + SSD Vertex 3 และใช้ Hd external เก็บ footage ครับ

 

อย่างนั้นไม่ต้องให้มัน trancode ตอน import ก่อนรวมถึงยังไม่ต้องให้มันสร้าง proxy ก่อนช่วยได้ไหมครับผม

 

ของผมตอน import ปุ๊บแล้วมันขึ้นบน event browser ก็เริ่มทำงานบน timeline ได้เลยครับ ไอ้ proxy อะไรทั้งหลายมันก็ทำของมันไปเองเรื่อยๆ ไม่ต้องนั่งรอมันเสร็จก่อนน่ะครับ

 

ที่ผมใช้ตัดงานไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ เป็นพวกกิจกรรมธรรมดา แต่ timeline ก็ยาวถึง 2 ชั่วโมง ก็ไม่มีปัญหานะครับ ถ้าเป็น FCP ตัวเดิมนี่จะมีปัญหากับพวกการแสดง waveform จนไม่สามารถแสดงผลได้เลยครับ ซูมทีนิ่งที :-( ตัวใหม่นี่ดีขึ้นเยอะเลยครับ เป็น MBP 15" Late 2010 แรม 4GB และใช้ HDD ในตัวเองครับผม

 

แต่หลังๆถ้า Footage มาเป็น format อย่างอื่น ผมจะแปลงเป็น ProRes ก่อนนะครับ เพราะไฟล์ DV ที่แคปด้วย iMovie มันนำเข้าไม่ได้ (แต่ก่อนผมแคปด้วย iMovie ที่เครื่อง Mac Pro ก่อน) ลากเข้าปุ๊บเดี้ยงปั๊บเลย

Share this post


Link to post
Share on other sites

แล้ว มันจะสามารถ ทำงานกับการ์ดตัดต่อ AJA ทำงานร่วมกับ BEta cam ได้อยู่ไหมครับ ตามเก็บข้อมูลครับ ถ้าซื้อมาแล้ว เวลามันพัฒนาขึ้นแก้ bug ต่างๆ จะสามารถอัฟเดทได้เลยใช่ไหมครับ แต่สงสัยตรงที่ไปเจอบทความ apple คืนเงินให้กับลูกค้าเนี่ยแหละ แปลว่ามันจะไม่พัฒนาไหม่หรอ ไม่ทำ อัฟเดท ให้หรอ หรือยังไงครับ

 

เจอบทความดีๆ ครับ ขออนุญาติ หยิบมาฝากครับ พี่ๆ มีความเห็นเหมือนท่านนี้ไหมครับ หรือต่างอย่างไร

 

ในฐานะที่ใช้ Final Cut เป็นคนแรกๆของประเทศแล้วก็ใช้มาตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกนะครับ มีเทปที่ตัดกับ Final Cut กว่า 2500 เทป หนังยาวอีก 4 เรื่อง ละครอีก 3 ตอน โฆษณา Viral อีกนับไม่ถ้วนที่ตัดบน Final Cut เหมือนกัน

ผมรู้สึกว่า Steve Jobs คิดถูกที่ทำ Final Cut Pro X ให้เป็นแบบนี้ครับ ... ถึงแม้ในความจริงมันยังไม่สมบูรณ์แบบ 100% เพราะมันขาด Function ที่คนใช้งานทั่วไปทั้งหมดต้องใช้ครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกของการตัดต่อในยุค 10 ปีให้หลังในความคิดผมคือการที่มันวิ่งหนีออกจากความเป็นการตัดต่อที่แท้จริง ... Tools กลับกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับ Craftman ที่มีทักษะเฉพาะด้านสูงจนเวลาใช้งานจะกลายเป็นเหมือนการปีนบันไดดาวเพื่อให้ใช้งานจนคล่องแคล่ว

ซึ่งนั่นคือปัญหาใหญ่มากๆที่ Tools ส่วนใหญ่ (Software และ Apps ส่วนใหญ่) บวมและขยายตัว เำืพิ่ม Function จนเกินขอบเขตของความจำเป็นจริงๆ (หากใครอยู่มานานพอจะรู้จัก Moviola หรือ Steinbeck จะเข้าใจว่าหัวใจการตัดต่อมี Tools แค่ In Out Splice Cut เท่านั้นครับ ซึ่งทั้งหมดทำด้วยกรรไกรหนึ่งเล่มกับ เทปใสเท่านั้น) ดังนั้น Software การตัดต่อที่ดีก็ควรที่จะ Simplified มันลงมาให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ช่างตัดต่อสนใจเพียงแค่การตัดต่อ ไม่ใช่สนใจเครื่องมือ อุปกรณ์ Function ของ Software มากเกินไป

และนั่นเป็นสิ่งที่ผมเห็นใน Final Cut Pro X นะครับ .... คือการยกกระบวนการตัดให้มันดู Simplified ลง .... แต่คนดันเข้าใจว่ามันคือ Unprofessional ซึ่งเป็นการมองจากภาพที่เห็นเพียงชั่วขณะหนึ่ง

ส่วนที่ Final Cut Pro X ต้องทำตอนนี้คือการทำให้มันง่าย เอา Function ที่มันทำให้การตัดต่อง่ายเข้ามาให้หมด ส่วนไหนช่วยให้มัน Simplified การตัดต่อได้ก็จัดการทำให้มันเรียบร้อย ... ถ้าใครต้องการ Composite ระดับพระกาฬก็น่าจะลองมอง Smoke ไปเลย หรือถ้าใครอยากได้แบบ Professional Product จริงๆ็ก็ลองมองแบบ Avid ก็ได้ครับ Media 100 ก็ได้ Edius ก็ได้ Premiere ก็ได้ Lightworks ก็ได้สำหรับตลาด Professional แบบดั้งเิดิม

เพราะท้ายสุดแล้วด้วยนโยบายของ Final Cut เอง .... มันก็ Revolutionized วงการการตัดต่อมาตั้งแต่ต้นแล้วครับ คล้ายๆกับ Final Fantasy นั่นแหล่ะครับ ... ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบเกมนี้ทุกภาค ... แต่มันก็แสวงหาอะไรใหม่ๆอยู่ทุกภาคครับ ส่วน Avid มันก็จะเป็น Dragon Quest ครับ

ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบนะครับ

การตัดต่อแบบดั้งเดิม

"ผมอยากให้มันสั้นลงซัก 400 เฟรม ยก Lift ตรงนี้หน่อย แล้วก็ปรับ Gain เสียงลง เดี๋ยวเอาคัทที่ 26/2a ใส่ตรงกลางนี่"

การตัดต่อแบบที่ Steve Jobs อยากให้เป็น

"ผมอยากให้มันสั้นลงหน่อย สว่างขึ้นนิด เสียงเบาลงหน่อย แล้วเอาภาพนั้นมาใส่ตรงนี้"

แล้วผลทั้งสองแบบออกมาเท่ากัน .... เป็นแบบว่า Steve Jobs คิดแบบ Artist ครับ ไม่ใช่ Craftman ... แต่ช่างตัดทั้งโลกดันเป็น Craftman มากกว่า Artist เลยผสมโรงเล่น FCPx ซะเละก่อนที่จะเข้าใจในตัวมันด้วยซ้ำครับ .... ถ้าผมจะโวย ผมก็โวยตรงที่มันทำให้ Flow การตัดที่เค้าฝันไว้ยังเป็นจริงไม่ได้เท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ว่ามันเป็น iMovie Pro ครับ ....

ปล.ความจริงอยากเขียนยาวกว่านี้ แต่เดี๋ยวจะออกทะเลมากไปครับ ปล2.แก้ใขเพิ่ม ... เอาตัวอย่างใส่ครับ

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

 

ThanK คุณ adamy

 

:: Take minimum, Give Maximum ::

Edited by godspeed
  • Like 4

Share this post


Link to post
Share on other sites

แล้ว มันจะสามารถ ทำงานกับการ์ดตัดต่อ AJA ทำงานร่วมกับ BEta cam ได้อยู่ไหมครับ ตามเก็บข้อมูลครับ ถ้าซื้อมาแล้ว เวลามันพัฒนาขึ้นแก้ bug ต่างๆ จะสามารถอัฟเดทได้เลยใช่ไหมครับ แต่สงสัยตรงที่ไปเจอบทความ apple คืนเงินให้กับลูกค้าเนี่ยแหละ แปลว่ามันจะไม่พัฒนาไหม่หรอ ไม่ทำ อัฟเดท ให้หรอ หรือยังไงครับ

 

เห็นว่าการ์ด AJA จะอัพเดตรองรับกระมังครับ ยังไงลองอ่านจาก FAQ ของ Final Cut Pro X อีกทีนะคับ www.apple.com/finalcutpro/faq/

 

ส่วนที่คืนเงินให้นั้น ด้วยความที่ลูกค้าโวยวายไม่พอใจเยอะ เขาเลยบอกว่างั้นสามารถขอเงินคืนได้น่ะครับ แต่ว่าเขาจะพัฒนามันต่อนะครับ อ่านจากใน FAQ จะเห็นว่าเขาจะเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆในรุ่นถัดไป บางอันคงจะเป็นรุ่นหน้าที่ต้องซื้อใหม่ :-)

 

เจอบทความดีๆ ครับ ขออนุญาติ หยิบมาฝากครับ พี่ๆ มีความเห็นเหมือนท่านนี้ไหมครับ หรือต่างอย่างไร

 

 

คุยกับอดัมใน FB ตอนวันแรกๆ ที่ FCPX ออกมานิดนึง ผมก็รู้สึกคล้ายๆกันคับ ส่วนตัวไม่ได้ทำงานเป็นช่างตัดเป็นหลัก (อยากเป็นอากู๋หรือเฮียฮ้อ ๕๕๕๕) ผมก็มองโปรแกรมต่างๆคล้ายๆกันคับ

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites
บทความดีๆ ครับ ขออนุญาติ หยิบมาฝากครับ พี่ๆ มีความเห็นเหมือนท่านนี้ไหมครับ หรือต่างอย่างไร

:X

 

สีเหลืองแสบตามากขอบอก

 

ผมมีความเห็นแบบที่ตอบไว้ reply นี้ครับ

 

ผมเห็นด้วยครับ ที่ Jobs มองแบบ Artist ถ้าอ่านที่ผมตอบไว้จะเข้าใจ

 

แต่ว่าในความเป็นจริง ก็ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงสูง ในการปรับ FCPX ครั้งนี้

เพราะ Editor หลายคนก็ไม่ใช่ Artist

เป็นแค่คน Operate ซึ่งจะมีคนคุมมานั่ง "แม้แต่เคาะจังหวะ" ให้

 

คนกลุ่มนี้แหละ ที่จะเดือดร้อนกับการปรับปรุงครั้งนี้ครับ มันเลยโดนสับซะเละ

 

แต่ถ้าสังเกต จะเห็นว่า Apple ลดราคามันลงมานะครับ ไม่ได้ขายในราคาแพงหูตูบ ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงการมอง Target ไปอีกกลุ่มนึงจริงๆ

 

เท่าที่ผมได้ทดลองใช้งานอยู่ มันตอบสนองได้ทันความคิดดีครับ ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งปั้นเหมือนรุ่นก่อนในหลายๆ จุด

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องบอกด้วยว่า มันยังไม่โดนใจแบบเต็มๆ ครับ

 

ผมยังคงรอการ Update ออกมาอีก ซึ่งเชื่อว่า มันจะเหมาะมือแน่ๆ ในเวลาอันใกล้

 

แต่จะโกรธมากนะ ถ้าเค้าใช้วิธีออก Program เสริมมาขายพ่วง 555

Share this post


Link to post
Share on other sites

เวลาลากคลิปไปมา บนtime line รู้สึกมันหนืดๆ หนืดมากๆ เวลารีบๆ จะอึดอัดมาก (time line ยาว 6 นาที)

 

หรือเครื่องเเรงไม่พอ imac cor2 ram 4g

 

รอว่างๆ จะลองกับmac pro ดูว่าเป็นไหม

Edited by oleowen

Share this post


Link to post
Share on other sites

เวลาลากคลิปไปมา บนtime line รู้สึกมันหนืดๆ หนืดมากๆ เวลารีบๆ จะอึดอัดมาก (time line ยาว 6 นาที)

 

หรือเครื่องเเรงไม่พอ imac cor2 ram 4g

 

รอว่างๆ จะลองกับmac pro ดูว่าเป็นไหม

 

 

imac cor2 ram 4g ยังหนึดนี่ ท่าจะหนักนะเนี่ย ปกติ Apple จะทำให้ Software Pro ใช้ได้ดีบน iMac เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าจะเอา Core i5 ขึ้นไปนี่ หนัก หนัก หนัก

Share this post


Link to post
Share on other sites

ในความรู้สึกผมนะครับ สำหรับเครื่องมือต่างๆ ในโปรแกรม finalcut pro x กับไม่ได้ basic อย่างที่บทความข้างต้นกล่าวไว้เลย

มันออกจะซับซ้อนกว่า และเป็นการเพิ่มลูกเล่นต่างๆ ขึ้นมากกว่าเพียงเพื่อให้ได้ใช้ Spec cpu ที่สูงขึ้นครับ และก็ทำให้เราต้องวิ่งตามคอมพิวเตอร์อย่างไม่มีวันจบสิ้น

 

ผมไม่ค่อยเชื่อขออ้างในเรื่องของ Craftman และ Artist เพราะ คำว่า Pro นั่นหมายถึงว่า คุณจะต้องสามารถหากินในอาชีพนี้ได้

นั่นหมายความว่างานของคุณอาจจะต้องมีคนมารวมแชร์ไอเดียมากกว่า 1 แน่นอน ซึ่งนั่นหมายความว่า Final cut pro X ยังไม่รองรับด้านนี้อย่างเพียงพอเพราะไม่ Support การออกจอ Tv

และการรองรับ file ในรูปแบบต่างๆ นั้นไม่ดีพอ และหลากหลายพอ ไม่ว่าจะเป็นการ Capture เทปที่มาจาก Beta หรืออื่นๆ

แต่กลับไปรองรับการถ่ายจาก Iphone บ้าง Ipad บ้าง และอย่างนี้มันจะเรียกว่า pro หรอครับ ถ้าต้องเอาภาพที่ถ่ายจากมือถือมาใช้ออกอากาศ

ทำให้คนที่ได้ทดลองใช้โปรแกรม Final Cut Pro X เขาออกมาขอเงินคืนกัน (ซึ่งผมเป็น 1 ในคนกลุ่มนั้นที่ขอคืนเงิน ผมเป็น Freelance ที่ซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์นะครับ)

 

ตัวโปรแกรมในเรื่องการตัดต่อนั้นผมกลับมองข้ามไป เพราะมันเป็นแค่เครื่องมือเอง

  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!

Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.

Sign In Now

×