Jump to content
PiggyDoll

ความรู้เกี่ยวกับ Numbers

Recommended Posts

เฉลยละกัน ถามเองตอบเอง

 

เริ่มจากขั้นตอนการสร้างตารางก่อน

1. สร้างตารางขึ้นมา 2 อันวางไว้ใกล้กันซ้ายและขวาเรียกตารางซ้ายว่า Table 1 และเรียกตารางขวาว่า Table 2 ใน Table 1 กำหนดให้มี Cell จาก A - E ส่วน Table 2 กำหนดให้มี Cell จาก A - D

2. Table 1 ใน Cell ที่ 1 จะว่างไว้เป็น Hader ไม่ต้องทำอะไร เราจะเริ่มที่ Cell ที่ 2 เป็นต้นไป ส่วน Table 2 ไม่ต้องเว้น

3. Table 1 เลือกช่อง A2 แล้วมองหาปุ่ม "Format as checkbox" บนเมนูบาร์ใต้ Text Box ไอคอนเป็นรูปเครื่องหมายถูก คลิกแล้วเราจะได้ Checkbox มา1 อัน ช่อง C2 ก็ทำเช่นเดียวกัน หรือจะเปิด Inspector ขึ้นมาแล้วเลือก Cell Inspector (แท็บที่ 4 ไอคอนเป็นเลข 42) คลิกที่ Automatic เลือก Checkbox ด้านล่าง ระหว่าง Text กับ Stepper…

4. ใน Inspector คลิกแท็บที่ 3 ที่เป็นไอคอนรูปตารางแล้วปรับขนาดช่อง A2 กับ C2 เป็น 0.6 cm ทั้งสองช่อง หรือจะคลิกที่ Fit ก็ได้

5. ช่อง B2 พิมพ์ว่า "มากไปน้อย" ช่อง D2 พิมพ์ว่า "น้อยไปมาก"

6. Merge ช่อง A3 กับ B3 ,ช่อง C3 กับ D3, ช่อง E3 กับ F3, ช่อง A4 กับ B4, Merge ไปเรื่อยจนได้ 12 ช่อง จาก AB3 ถึง EF6 ตามรูปด้านบน

7.พิมพ์สูตรด้านล่างใส่ช่อง AB3 ไปจนถึงช่อง EF6

8. Table 2 พิมพ์ตัวเลขอะไรก็ได้จากช่อง A1 - D3

 

สูตรช่อง AB3

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"ไหนลองหันซ้ายพร้อมทั้งหันขวาซิ ถ้าทำได้จะเรียงให้",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,12),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,12),"")))

สูตรช่อง CD3

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,11),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,11),"")))

สูตรช่อง EF3

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,10),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,10),"")))

สูตรช่อง AB4

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,9),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,9),"")))

สูตรช่อง CD4

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,8),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,8),"")))

สูตรช่อง EF4

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,7),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,7),"")))

สูตรช่อง AB5

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,6),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,6),"")))

สูตรช่อง CD5

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,5),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,5),"")))

สูตรช่อง EF5

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,4),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,4),"")))

สูตรช่อง AB6

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,3),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,3),"")))

สูตรช่อง CD6

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,2),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,2),"")))

สูตรช่อง EF6

=IF(AND(A2,C2=TRUE),"",IF(A2=TRUE,SMALL(Table 2 :: A1:D3,1),IF(C2=TRUE,LARGE(Table 2 :: A1:D3,1),"")))

ทดสอบติ๊กถูกที่ช่อง A2 ก็จะเป็นการเรียงลำดับจากมากไปน้อย

ถ้าติ๊กถูกที่ช่อง C2 ก็จะเป็นการเรียงลำดับจากน้อยไปมาก

ถ้าติ๊กถูกทั้งสองช่องจะขึ้นข้อความ Error แล้วแต่จะตั้ง

ถ้าไม่ติ๊กเลยก็จะกลายเป็นช่องว่าง

 

Function ที่ใช้

IF(เงื่อนไข, ถ้าเงื่นไขเป็นจริงใช้ข้อมูลตำแหน่งนี้, ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็ใช้ข้อมูลตำแหน่งนี้)

ถ้าจะให้แสดงข้อความต้องพิมพ์ข้อความในเครื่องหมาย ""ข้อความ""

ใช้ IF ซ้อน IF ได้ เช่น IF(เงื่อนไข,จริง,IF(เงื่อนไข,จริง,IF...))

 

SMALL(ตำแหน่ง,ค่าที่น้อยที่สุดลำดับที่ 1 ที่ 2 ไปเรื่อยๆ) เช่น SMALL(Table 2 :: A1:D3,1)

Table 2 :: A1:D3 เป็นตำแหน่งในพื้นที่จาก Table 2 ช่อง A1 ถึง D3 จากรูปด้านบน ตัวเลขที่น้อยที่สุดคือ 1 กับ 1 ดังนั้นค่าน้อยที่สุดลำดับที่ 1 ก็คือ 1 เรียงไปเรื่อยๆจนถึงค่ามากสุด

LARGE ก็ตรงข้ามกับ SMALL (ง่ายนิ)

จากสูตรข้างบนจะใช้สลับกันโดยให้ LARGE ขึ้นก่อนก็จะเป็น

LARGE(Table 2 :: A1:D3,1) เป็นการหาค่ามากที่สุด ลำดับที่ 1

 

เสร็จแล้วที่น่าจะเข้าใจยากสุดน่าจะเป็นการใช้คำสั่ง IF ซ้อน IF

 

หวังว่าคงจะได้ความรู้บ้าง

By PiggyDoll

สวัสดี

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

เพิ่มตัวเลือกเปลี่ยนรายการ ไทย หรือ Eng

1. สร้าง List ในช่อง B2 เปลี่ยนตัวเลือกให้เหลือแค่ 2 ตัว ตัวแรกพิมพ์ว่า ไทย ตัวที่ 2 พิมพ์ว่า Eng หรืออย่างอื่นแล้วแต่ชอบ วิธีการสร้างดูที่ Reply ก่อนหน้านี้

2. ช่อง B4 พิมพ์สูตรว่า

=IF(B2="ไทย","A","B")

3. เปลี่ยนจาก A เป็นรายการภาษาไทยที่ต้องการ เปลี่ยน B เป็นรายการภาษาอังกฤษในความหมายเดียวกับ A ที่เป็นภาษาไทย ถ้ามีช่องอื่นอีก็ทำเช่นเดียวกันแค่เปลี่ยนสูตรจาก "A","B" เป็นอย่างอื่น

เสร็จแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เปลี่ยนตัวเลือกช่อง B2 เป็น ไทย ข้อมูลในช่อง B4 และช่องอื่นๆที่ทำไว้ก็จะเปลี่ยนเป็นภาษาไทยด้วย ถ้าเลือก Eng ก็จะเป็นการเปลี่ยนช่องที่ทำไว้เป็นภาษาอังกฤษ

 

แค่นี้ก่อนละกัน ช่วงนี้หมดมุข :(

 

ป.ล.แก้สูตร เจออากาศร้อนแล้วออกอาการ

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

Repeat after me!

รูปแบบ REPT()

ตัวอย่าง

=REPT("ฮา",3) ผลลัพธ์คือ ฮาฮาฮา เป็นการสั่งให้พิมพ์ ฮา 3 ครั้ง

ประยุกต์

สร้างอันดับคะแนนด้วยคำสั่ง REPT()

วิธี

ช่อง B2 ถึง B4 พิมพ์ตัวเลขคะแนนตามที่ต้องการ เช่น 20, 40, 60 ตามลำดับ

สูตรช่อง C2

=REPT("",B2/10)

สูตรช่อง C3

=REPT("",B3/10)

สูตรช่อง C4

=REPT("",B4/10)

ที่ใช้ /10 เพื่อป้องกันการสร้างรูปที่มากเกินความจำเป็น

รูป  กด Option+Shift+K อาจต้องเปลี่ยนภาษาเป็น Eng ก่อน

Share this post


Link to post
Share on other sites

Number to Roman

รูปแบบ ROMAN()

เปลี่ยนตัวเลขที่กำหนด เป็นเลขโรมัน IVXLCDM เช่น

=ROMAN(20)

ผลลัพธ์คือ XX หรือ

=ROMAN(B2)

ผลลัพธ์คือ ตัวเลขช่อง B2 เปลี่ยนเป็นเลขโรมัน ถ้าไม่ใช่ตัวเลขก็ Error

 

ประยุกต์

บอกเวลาเป็นเลขโรมัน

สูตร

=ROMAN(HOUR(NOW()))&":"&ROMAN(MINUTE(NOW()))&":"&ROMAN(SECOND(NOW()))

กว่าจะอ่านเวลาได้ก็ผ่านไปหลายวิ :lol:

Share this post


Link to post
Share on other sites

ถ้าจะทำ Function แบบแสดงข้อความจำนวนเงินล่ะครับ คล้าย ๆ BAHTTEXT น่ะครับ

ใน Number สามารถทำได้หรือป่าว ?

Share this post


Link to post
Share on other sites

ถ้าจะทำ Function แบบแสดงข้อความจำนวนเงินล่ะครับ คล้าย ๆ BAHTTEXT น่ะครับ

ใน Number สามารถทำได้หรือป่าว ?

 

คำสั่ง BAHTTEXT มีเฉพาะใน Excel ใน Numbers ไม่มีคำสั่งนี้

คำสั่งเท่าที่เจอก็มีแค่

 

ABS ACCRINT ACCRINTM ACOS ACPSH ADDRESS AREAS ASIN ASINH ATAN ATAN2 ATANH AVEDEV AVERAGE AVERAGEA AVERAGEIF AVERAGEIFS BASETONUM
BESSELJ BESSELY BETADIST BETAINV BIN2DEC BIN2HEX BIN2OCT BINOMDIST BONDDURATION BONDMDURATION CEILING CHAR CHIDIST CHIINV CHITEST CHOOSE
CODE COLUMN COLUMNS COMBIN CONCATENATE CONFIDENCE CONVERT CORREL COS COSH COUNT COUNTA COUNTBLANK COUNTIF COUNTIFS COUPDAYBS
COUPDAYS COUPDAYSNC COUPNUM COVAR CRITBINOM CUMIPMT CUMPRINC DATE DATEDIF DATEVALUE DAY DAYNAME DAYS360 DB DDB DEC2BIN DEC2HEX
DEC2OCT DEGREES DELTA DEVSQ DISC DOLLAR DUR2DAYS DUR2HOURS DUR2MILLISECONDS DUR2MINUTES DUR2SECONDS DUR2WEEKS DURATION EDATE
EFFECT EOMONTH ERF ERFC EVEN EXACT EXP EXPONDIST FACT FACTDOUBLE FALSE FDIST FIND FINV FIXED FLOOR FORECAST FREQUENCY FV GAMMADIST
GAMMAINV GAMMALN GCD GEOMEAN GESTEP HARMEAN HEX2BIN HEX2DEC HEX2OCT HLOOKUP HOUR HYPERLINK IF IFERROR INDEX INDIRECT INT INTERCEPT
INTRATE IPMT IRR ISBLANK ISERROE ISEVEN ISODD ISPMT LARGE LCMLEFT LEN LINEST LN LOG LOG10 LOGINV LOGNORMDIST LOOKUP LOWER MATCH MAX
MAXA MEDIAN MID MIN MINA MINUTE MIRR MOD MODE MONTH MONTHNAME MROUND MULTINORMAL NEGBINOMDIST NETWORKDAYS NORMAL NORMDIST
NORMINV NOT NOW NPER NPV NUMTOBASE OCT2BIN OCT2DEC OCT2HEX ODD OFFSET OR PERCENTILE PERCENTRANK PERMUT PI PMT POISON POWER
PPMT PRICE PRICEDISC PRICEMAT PROB PRODUCT PROPER PV QUARTILE QUOTIENT RADIANS RAND RANDBETWEEN RANK RATE RECIEVED REPLACE REPT
RIGHT ROMAN ROUND ROUNDDOWN ROUMDUP ROW ROWS SEARCH SECOND SIGN SIN SINH SLN SLOPE SMALL SQRT SQRTPI STANDARDIZE STDEV STDEVA
STDEVP STDEVPA STRIPDURATION SUBSTITUTE SUM SUMIF SUMIFS SUMPRODUCT SUMSQ SUMX2MY2 SUMX2PY2 SUMXMY2 SYD T TAN TANH TDIST TIME
TIMEVALUE TINV TODAY TRANSPOSE TRIMTRUE TRUNC TTEST UPPER VALUE VAR VARA VARP VARPA VDB VLOOKUP WEEKDAY WEEKNUM WORKDAY YEAR
YEARFRAC YIELD YIELDDISC YIELDMAT ZTEST

 

คิดว่าทำไม่ได้ หรืออาจมีวิธีแต่หาไม่เจอเอง ถ้าจะใช้เพียง Function จะยุ่งยากมาก ลองทำดูแล้วปรากฏว่าไม่ได้

หากใครทราบวิธีโปรดแถลงไขด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

เยี่ยมมากครับ

มีแต่ใช้ไม่เป็น ต้องหัดใช้บ้างแล้ว

Share this post


Link to post
Share on other sites

วัน เดือน ปี

 

 

DAY

รูปแบบ DAY(date)
ส่งกลับค่าวันที่ เป็นจำนวนเต็มจาก 1 ถึง 31 
ตัวอย่าง DAY(TODAY())

 

DAYNAME

รูปแบบ DAYNAME(day-num)
ส่งกลับชื่อของวัน Sunday, Monday, …, Saturday
day-num คือ เลขของวัน 1-7
ตัวอย่าง DAYNAME(TODAY())

 

DAY360

รูปแบบ DAYS360(วันเริ่มต้น, วันสิ้นสุด)
คำนวณจำนวนวันระหว่างสองช่วงเวลา นับ 1 ปีมี 360 วัน (ทำไมไม่เป็น 365 หรือ 366?)
ตัวอย่าง DAYS360(NOW()-100, NOW())
อธิบาย NOW()-100 คือ เวลาย้อนไป 100 วัน นับจากวันนี้ หรือ 100 วันก่อน จากตัวอย่างคือการคำนวณจำนวนวันจาก 100 วันก่อนจนถึงวันนี้
ลอง DAYS360(NOW()-365, NOW()) ได้ 360d หายไปไหน 5 วัน?

 

TODAY

รูปแบบ TODAY()
ส่งกลับเลขลำดับของว้นที่วันนี้

 

MONTH

รูปแบบ MONTH(date)
แปลงเลขลำดับเป็นเดือน
ตัวอย่าง MONTH(TODAY())

 

MONTHNAME

รูปแบบ MONTHNAME(month-num)
ส่งกลับชื่อของเดือน January - December
month-num คือ เลขของเดือน 1-12
ตัวอย่าง MONTHNAME(1)
ลอง MONTHNAME(13) นึกว่าจะวนมาเดือน 1 อีกครั้ง หุหุ

 

YEAR

รูปแบบ YEAR(date)
แปลงเลขลำดับเป็นปี
ตัวอย่าง YEAR(TODAY())
จากตัวอย่างจะได้ปี ค.ศ. ถ้าจะให้แสดงปี พ.ศ ต้อง บวก 543 ก็จะเป็น YEAR(TODAY())+543

 

นำไปใช้

=DAY(TODAY())&" : "&MONTH(TODAY())&" : "&YEAR(TODAY())

แสดงชื่อวันแบบไทยๆ

=IF(DAYNAME(TODAY())="Sunday","วันอาทิตย์",(IF(DAYNAME(TODAY())="Monday","วันจันทร์",
(IF(DAYNAME(TODAY())="Tuesday","วันอังคาร",(IF(DAYNAME(TODAY())="Wednesday","วันพุธ",
(IF(DAYNAME(TODAY())="Thursday","วันพฤหัสบดี",(IF(DAYNAME(TODAY())="Friday","วันศุกร์",
"วันเสาร์")))))))))))

แสดงชื่อเดือนแบบไทยๆ

=IF(MONTH(TODAY())=1,"เดือนมกราคม",(IF(MONTH(TODAY())=2,"เดือนกุมภาพันธ์",(IF(MONTH(TODAY())=3,"เดือนมีนาคม",
(IF(MONTH(TODAY())=4,"เดือนเมษายน",(IF(MONTH(TODAY())=5,"เดือนพฤษภาคม",(IF(MONTH(TODAY())=6,"เดือนมิถุนายน",
(IF(MONTH(TODAY())=7,"เดือนกรกฎาคม",(IF(MONTH(TODAY())=8,"เดือนสิงหาคม",(IF(MONTH(TODAY())=9,"เดือนกันยายน",
(IF(MONTH(TODAY())=10,"เดือนตุลาคม",(IF(MONTH(TODAY())=11,"เดือนพฤศจิกายน","เดือนธันวาคม")))))))))))))))))))))

เอามายำรวมกัน

=IF(DAYNAME(TODAY())="Sunday","วันอาทิตย์",(IF(DAYNAME(TODAY())="Monday","วันจันทร์",(IF(DAYNAME(TODAY())=
"Tuesday","วันอังคาร",(IF(DAYNAME(TODAY())="Wednesday","วันพุธ",(IF(DAYNAME(TODAY())="Thursday","วันพฤหัสบดี",
(IF(DAYNAME(TODAY())="Friday","วันศุกร์","วันเสาร์")))))))))))&" ที่ "&DAY(TODAY())&" "&IF(MONTH(TODAY())=1,
"เดือนมกราคม",(IF(MONTH(TODAY())=2,"เดือนกุมภาพันธ์",(IF(MONTH(TODAY())=3,"เดือนมีนาคม",(IF(MONTH(TODAY())=4,
"เดือนเมษายน",(IF(MONTH(TODAY())=5,"เดือนพฤษภาคม",(IF(MONTH(TODAY())=6,"เดือนมิถุนายน",(IF(MONTH(TODAY())=7,
"เดือนกรกฎาคม",(IF(MONTH(TODAY())=8,"เดือนสิงหาคม",(IF(MONTH(TODAY())=9,"เดือนกันยายน",(IF(MONTH(TODAY())=10,
"เดือนตุลาคม",(IF(MONTH(TODAY())=11,"เดือนพฤศจิกายน","เดือนธันวาคม")))))))))))))))))))))&" พุทธศักราช "&YEAR(TODAY())+543

 

อาจมีวิธีที่ดีกว่านี้ แต่ยังหาไม่เจอ

จบแล้ว สำหรับ วัน เดือน ปี บางส่วน (เฉพาะที่พอเข้าใจ)

หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัย

PiggyDoll

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

BAHTTEXT VS Numbers

 

ลองเล่นๆ

คิดว่าลองทำแบบนี้ดูก่อน

นับจำนวนตำแหน่งของข้อมูลใน Cell  ที่ระบุโดยใช้คำสั่ง =LEN()
ใช้คำสั่ง =IF() เพื่อใส่ข้อมูลภาษาไทยก็จะได้

=IF(LEN(Cell)=2,"สิบ",(IF(LEN(Cell)=3,"ร้อย",(IF(LEN(Cell)=4,"พัน",(IF(LEN(Cell)=5,"หมื่น",(IF(LEN(Cell)=6,"แสน",
(IF(LEN(Cell)=7,"ล้าน",(IF(LEN(Cell)>7,"เอาแค่ไม่เกินล้านก่อน")))))))))))))

Cell เป็นตำแหน่งป้อนข้อมูล
พอได้จำนวนตำแหน่ง(หลัก) แล้ว ก็ต้องหาค่าของข้อมูลใน Cell โดยใช้คำสั่ง

=VALUE() กับ =LEFT() 

หาค่าซ้ายมือสุดของข้อมูลใน Cell
ใช้คำสั่ง =VALUE(LEFT(Cell))
ใช้คำสั่ง =IF() เพื่อใส่ข้อมูลภาษาไทยก็จะได้

=IF(VALUE(LEFT(Cell))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(LEFT(Cell))=2,"สอง",(IF(VALUE(LEFT(Cell))=3,"สาม",(IF(VALUE(LEFT(Cell))=4,"สี่",
(IF(VALUE(LEFT(Cell))=5,"ห้า",(IF(VALUE(LEFT(Cell))=6,"หก",(IF(VALUE(LEFT(Cell))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(LEFT(Cell))=8,"แปด",
(IF(VALUE(LEFT(Cell))=9,"เก้า"))))))))))))))))

ที่เหลือก็จับมายำกัน ขอพักก่อนแล้วค่อยมาต่อ

 

ป.ล. ตอนแรกใช้ B แทนคำว่า Cell โพสไม่ได้สักทีขึ้นข้อความแบบนี้

You have posted a message with more emoticons that this board allows. Please reduce the number of emoticons you've added to the message

ทั้งๆที่ใช้ แท็ก code เลยลองเปลี่ยนจาก code เป็น quote ขึ้นมาเพียบเลย เลยใช้ Cell แทน

เพราะฉะนั้น Cell ก็คือ Cell ใดๆที่ใช้ป้อนข้อมูล

 

ยำใหญ่ใส่สารพัด เปลี่ยนเป็น C แทน ในช่อง C ก็ปัอนตัวเลขใดๆ แล้วพิมพ์สูตรนี้ในช่อง D

=IF(VALUE(LEFT(C))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(LEFT(C))=2,"สอง",(IF(VALUE(LEFT(C))=3,"สาม",(IF(VALUE(LEFT(C))=4,"สี่",
(IF(VALUE(LEFT(C))=5,"ห้า",(IF(VALUE(LEFT(C))=6,"หก",(IF(VALUE(LEFT(C))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(LEFT(C))=8,"แปด",
(IF(VALUE(LEFT(C))=9,"เก้า"))))))))))))))))&IF(LEN(C)=2,"สิบ",(IF(LEN(C)=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)=4,"พัน",(IF(LEN(C)=5,"หมื่น",
(IF(LEN(C)=6,"แสน",(IF(LEN(C)=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

สูตรช่อง E

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=2,"สอง",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=3,"สาม",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=5,"ห้า",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=6,"หก",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=8,"แปด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=9,"เก้า"
))))))))))))))))&IF(LEN(C)-1=2,"สิบ",(IF(LEN(C)-1=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-1=4,"พัน",(IF(LEN(C)-1=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-1=6,"แสน",
(IF(LEN(C)-1=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)-1>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

สูตรช่อง F

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=2,"สอง",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=3,"สาม",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=5,"ห้า",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=6,"หก",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=8,"แปด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=9,"เก้า"
))))))))))))))))&IF(LEN(C)-2=2,"สิบ",(IF(LEN(C)-2=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-2=4,"พัน",(IF(LEN(C)-2=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-2=6,"แสน",
(IF(LEN(C)-2=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)-2>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

สูตรช่อง G

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=2,"สอง",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=3,"สาม",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=5,"ห้า",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=6,"หก",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=8,"แปด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=9,"เก้า"
))))))))))))))))&IF(LEN(C)-3=2,"สิบ",(IF(LEN(C)-3=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-3=4,"พัน",(IF(LEN(C)-3=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-3=6,"แสน",
(IF(LEN(C)-3=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)-3>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

สูตรช่อง H

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=2,"สอง",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=3,"สาม",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=5,"ห้า",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=6,"หก",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=8,"แปด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=9,"เก้า"
))))))))))))))))&IF(LEN(C)-4=2,"สิบ",(IF(LEN(C)-4=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-4=4,"พัน",(IF(LEN(C)-4=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-4=6,"แสน",
(IF(LEN(C)-4=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)-4>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

สูตรช่อง I

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=2,"สอง",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=3,"สาม",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=5,"ห้า",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=6,"หก",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=8,"แปด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=9,"เก้า"
))))))))))))))))&IF(LEN(C)-5=2,"สิบ",(IF(LEN(C)-5=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-5=4,"พัน",(IF(LEN(C)-5=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-5=6,"แสน",
(IF(LEN(C)-5=7,"ล้าน",(IF(LEN(C)-5>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))

BUG

ตัวแรก ถ้าตัวเลขไม่ถึง 7 ตำแหน่ง ช่องท้ายๆจะ Error

ตัวที่สอง ยังไม่มีสูตรถ้าตัวเลขเป็นศูนย์ เช่น 1,000,000

ตัวที่สาม แทนที่ 20 จะเป็น ยี่สิบ กลับกลายเป็น สองสิบ แทน

ตัวที่สี่ เลขหลักสุดท้ายคือหลักหน่วย ยังไม่ได้เพิ่มให้เป็นคำว่า "บาทถ้วน"

ค่อนข้างยุ่งยากถ้าจะพิมพ์สูตรในช่องเดียว ดังนั้นถ้าจะใช้วิธีนี้แนะนำว่าควรสร้างตารางขึ้นมาอีกหนึ่งอันแล้วค่อยใช้ "&" เป็นตัวเชื่อม

อันนี้ยังไม่สมบูรณ์แต่พอใช้ได้บ้าง ขอพักแก้ BUG ก่อน

post-26404-0-31283800-1304324796_thumb.png

 

อ่านเลขศูนย์ได้แล้ว แค่เพิ่มสูตร

 

ช่อง D สำหรับหลักล้าน

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C)))=0,"",(

ช่อง E สำหรับหลักแสน

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 2)))=0,"",(

ช่อง F สำหรับหลักหมื่น

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 3)))=0,"",(

ช่อง G สำหรับหลักพัน

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 4)))=0,"",(

ช่อง H สำหรับหลักร้อย

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 5)))=0,"",(

ช่อง I สำหรับหลักสิบ

IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 6)))=0,"",(

เพิ่มหลักหน่วยช่อง J

=IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=0,"",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=1,"หนึ่ง",IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=2,"สอง",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=3,"สาม",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=4,"สี่",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=5,"ห้า",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=6,"หก",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=7,"เจ็ด",(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=8,"แปด",
(IF(VALUE(RIGHT(LEFT(C, 7)))=9,"เก้า"))))))))))))))))&IF(LEN(C)-6=0,"",(IF(LEN(B)-6=1,"",(IF(LEN(C)-6=2,"สิบ",
(IF(LEN(C)-6=3,"ร้อย",(IF(LEN(C)-6=4,"พัน",(IF(LEN(C)-6=5,"หมื่น",(IF(LEN(C)-6=6,"แสน",(IF(LEN(C)-6=7,"ล้าน",
(IF(LEN(C)-6>7,"ยังเกินล้านไม่ได้")))))))))))))))))))

พร้อม BUG ใหม่

หลักหน่วยที่เป็นเลข 1 ต้องอ่านว่า เอ็ด ยังทำไม่ได้

ถ้าเป็นตัวเลขที่มี , (คอมม่า) คั่น จะ Error

 

เสียงสวรรค์บอกว่า "มึนตึบ"

 

ลองแบบใหม่ แค่แปลงตัวเลขไม่จำกัดจำนวน(มั้ง) ให้เป็นตัวหนังสือภาษาไทยก่อน แล้วค่อยเพิ่มหลัก

สูตร

=SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE
(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(A,".","จุด"),"0","ศูนย์"),"1","หนึ่ง"),"2","สอง"),"3","สาม"),
"4","สี่"),"5","ห้า"),"6","หก"),"7","เจ็ด"),"8","แปด"),"9","เก้า")

 

เช่น 1000 แปลงแล้วจะได้ หนึ่งศูนย์ศูนย์ศูนย์

หรือ 2000.98 แปลงแล้วจะได้ สองศูนย์ศูนย์ศูนย์จุดเก้าแปด

ปัญหาคือ จะเพิ่มหลัก หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน อย่างไร

 

สร้างตารางตรวจสอบข้อมูล

 

กำหนดให้ Cell A เป็นจุดป้อนข้อมูล

Cell B ใช้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลใน Cell A หรือไม่

สูตร ช่อง B

=ISBLANK(A)

ถ้าเป็น TRUE แปลว่าว่าง

 

Cell C ใช้ตรวจสอบว่าเป็นตัวเลขหรือไม่

แต่ Numbers ไม่มีคำสั่ง =ISNUMBER กับ =ISTEXT

เลยต้องใช้

สูตร ช่อง C

=ISERROR(OR(VALUE(A)=0,VALUE(A)>0,VALUE(A)<0))

ถ้าได้ค่า FALSE ก็จะเป็นตัวเลขหรือเป็นช่องว่าง ถ้าเป็น TRUE ก็ไม่ใช่ตัวเลข

 

Cell D ใช้ตรวจสอบว่ามี . (จุด) หรือไม่

สูตรช่อง D

=ISERROR(FIND(".",A))

ถ้าเป็น FALSE แปลว่ามีจุด

 

ต่อไปก็ดูว่าในช่อง A มีเครื่องหมายคอมม่าอยู่หรือไม่

สูตร ช่อง E

=ISERROR(FIND(",",A))

ถ้าได้ค่า FALSE คือมีคอมม่าอยู่

 

ช่อง F ไว้ดูว่าหลักสิบมากหว่า 2 หรือไม่

สูตร ช่อง F

=VALUE(LEFT(RIGHT(A,5)))>2

TRUE คือมากกว่า ถ้าเป็นช่องว่างหรือไม่ใช่ตัวเลขจะเป็น Error

 

ช่อง G ไว้ดูว่ามีหลักร้อยหรือไม่

สูตร ช่อง G

=AND(VALUE(LEFT(RIGHT(A,6)))>=0,LEN(A)>6)

TRUE คือมี ถ้าเป็นช่องว่างหรือไม่ใช่ตัวเลขจะเป็น Error

 

จากหลักพันเป็นต้นไปบางทีอาจต้องมีไว้สองสูตรเพราะ มีคอมม่ากับไม่มีต้องใช้สูตรต่างกัน

ช่อง H ไว้ดูว่ามีหลักพันหรือไม่

สูตร ช่อง H

=AND(VALUE(LEFT(RIGHT(A,7)))>=0,LEN(A)>=7)

TRUE คือมี ถ้าเป็นช่องว่างหรือไม่ใช่ตัวเลขจะเป็น Error

 

หลักหมื่น แสน ล้าน แค่เปลี่ยนจากเลข 7 ในช่อง H เป็น 8, 9 และ 10 ตามลำดับ

อีกสูตรหนึ่งยังคิดไม่ออก

 

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

สร้างปฏิทินแนวๆด้วย Numbers

วิธีสร้าง

1. เปิด Numbers ขึ้นมา ใช้ช่อง A1-G1 ขนาด 3x3 นอกนั้นลบทิ้ง

2. ทุกช่องใช้ Helvetica Neue Font ตัวหนา ขนาด 72 เลือก Center Text

3. ช่อง A-G ใช้สีตามวัน

แล้วพิมพ์สูตร

ช่อง A

=IF(DAYNAME(TODAY())="Sunday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง B

=IF(DAYNAME(TODAY())="Monday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง C

=IF(DAYNAME(TODAY())="Tuesday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง D

=IF(DAYNAME(TODAY())="Wednesday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง E

=IF(DAYNAME(TODAY())="Thursday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง F

=IF(DAYNAME(TODAY())="Friday",DAY(TODAY()),"")

ช่อง G

=IF(DAYNAME(TODAY())="Saturday",DAY(TODAY()),"")

 

วันที่ปัจจุบันจะเป็นตัวเลขตามสีที่กำหนด เปลี่ยนไปเรื่อยๆแล้วแต่ว่าเป็นวันไหน ส่วนวันอื่นที่ไม่ใช่ก็จะเป็นโลโก้  ตามสีของวัน

post-26404-0-31764400-1305054979_thumb.png

 

Update 19 พ.ค. 54

อีกแบบหนึ่งสีจะเปลี่ยนไปตามวัน วันที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามวันที่ปัจจุบัน

post-26404-0-44571300-1305811501_thumb.pngpost-26404-0-76724900-1305812378_thumb.png

post-26404-0-40156800-1305812787_thumb.pngpost-26404-0-79138700-1305812803_thumb.png

วิธีทำจะลงให้วันหลัง :sleeping:

 

Update 26 พ.ค. 54

วิธี

เริ่มจากการสร้างตาราง เราจะใช้ cell 5x5 ช่อง แต่ละช่องขนาด 1x1 cm

เลือกทุกช่องแล้วติ๊กเครื่องหมายถูกที่ Wrap บนเมนู เป็นการบังคับให้ cell มีขนาดเท่าเดิมเสมอที่เปิดดูงาน (โดยปกติจะติ๊กไว้แล้ว)

 

วิธีปรับขนาด cell

เปิด Inspector คลิกที่เมนูด้านบนหรือกด Command + Option + I

เลือกแท็บที่สามที่ชื่อ Tab Inspector ปรับ Row Height กับ Column Width เป็น 1 ทั้งสองช่อง

 

9 ช่องตรงกลาง ให้ Merge เป็นช่องเดียว จะได้ขนาด 3x3 cm

ตามด้วยสูตรดังนี้

สูตรช่องเล็กๆขนาด 1x1

=DAYNAME(TODAY())

พิมพ์ที่ช่อง A1 แล้ว Drag ครอบทั้งหมด แล้วคลิกช่องตรงกลาง กดปุ่ม Delete

สูตรช่องใหญ่ตรงกลางขนาด 3x3

=DAY(TODAY())

แสดงวันที่เป็นเลขไทย (อาจต้องปรับขนาดของ Cell อื่น ทั้งหมดขนาด 4x4 กำลังดี)

=SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE
(SUBSTITUTE(SUBSTITUTE(DAY(TODAY()),"0","๐"),"1","๑"),"2","๒"),"3","๓"),
"4","๔"),"5","๕"),"6","๖"),"7","๗"),"8","๘"),"9","๙")

เสร็จเรื่องสร้างตารางและสูตร

 

อธิบายผลลัพธ์คร่าวๆ

ช่องเล็กๆจะแสดงชื่อของวันปัจจุบันจาก Sunday - Saturday ที่มองไม่เห็นเพราะใช้สีฟ้อนกับพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน ถ้าดูผ่าน Quicklook จะรู้เพราะไม่แสดงสี

ส่วนช่องตรงกลางจะแสดงวันที่ปัจจุบันฟ้อนสีดำเสมอ

 

Rule (ไว้อธิบายจริงๆ จังๆ วันหลัง ถ้ามีโอกาส)

Rule ของช่องเล็ก

คลิกที่ Cell A1 แล้วเลือกแท็บที่สี่ที่ชื่อ Cells Inspector ใน Inspector

มองหา Conditional Format แล้วคลิก Show rules… แล้วก็จะได้ Rule มา

แล้วมาตั้งค่าต่างๆ ดังนี้

ในตัวเลือกเงื่อนไข ให้เลือก Text Contains ในช่องทางขวามือพิมพ์ว่า Sunday คลิกปุ่ม Edit ปรับสีฟ้อนและสีพื้นเป็นสีเดียวกันคือสีแดง ปรับเสร็จแล้วกด Done

หมายความว่าข้อความใน Cell ที่เลือกถ้าตรงกับคำว่า Sunday ที่กำหนด สีฟ้อนและสีพื้นในช่องนั้นจะกลายเป็นสีแดง แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะเป็นตาม Default

แล้วคลิกเครื่องหมายบวก (ด้านขวาสุด) เพื่อเพิ่มเงื่อนไข

แล้วก็ทำแบบเดียวกันคือเลือก Text Contains แล้วพิมพ์ Monday แล้วปรับสีฟ้อนและสีพื้นให้ตรงกับวัน แล้วกดเครื่องหมายบวกเพิ่มเงื่อนไข จนได้ 7 เงื่อนไข 7 วัน และ 7 สี

เสร็จแล้วก็ Copy & Paste หรือ Drag ให้ช่องเล็กทุกช่องหรือบางช่องก็แล้วแต่ มี Rule เดียวกัน

ส่วนช่องตรงกลางปล่อยไว้ได้เลยไม่ต้องทำอะไร

 

ต่อไปก็เก็บรายละเอียดหรือกำจัดส่วนเกินที่ไม่ต้องการ

ขนาดฟ้อนที่ใช้

ช่องเล็กๆปล่อยไว้ไม่ต้องตั้งค่าอะไร

ช่องใหญ่ตรงกลางใช้ Bold ขนาด 72 ขนาดอื่นก็ได้ที่มันพอดีกับ Cell

 

ต่อไปก็จัดการกับเส้นของตาราง

เลือกทุก Cell คลิกแท็บที่สามของ Inspector ที่ชื่อ Table Inspector มองหา Cell Borders เลือก None นั่นคือไม่ใช้ Border

 

ที่เป็นช่องว่างสีขาวบางส่วนนั้นเกิดจากการกดปุ่ม Delete หรือเคลียร์ทุกอย่างออก ไม่ใช้ Boarder เช่นกัน

post-26404-0-58764300-1306358639_thumb.png

จบแล้ว ปฏิทินที่ต้องเปิดดูผ่าน Numbers

ขอบคุณที่ติดตาม หากผิดพลาดต้องขออภัย

ลองทำอีกแบบ

post-26404-0-39458600-1306501738_thumb.png และ post-26404-0-95267100-1306507339_thumb.png

วิธีการไว้อธิบายวันหลัง ไม่มีอะไรมากแค่ปรับแต่งนิดหน่อย

 

ปฏิทิน 49 วัน มีความลับซ่อนอยู่

post-26404-0-99462600-1306820805_thumb.png

ความลับคือ

ผลบวกในช่องสี ทั้งแนวตั้งแนวนอนและแนวทแยง จะเท่ากันเสมอ วันเปลี่ยนผลบวกเปลี่ยน แต่ผลบวกในช่องสียังเท่ากันอยู่ กำหนดให้วันที่ปัจจุบันอยู่ตรงกลาง ตัวเลขจะเปลี่ยนตำแหน่งทุกวัน (ถ้าเปิดดูทุกวัน)

 

Edited by PiggyDoll
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ขอบคุณครับที่มาแบ่งปันกัน

Share this post


Link to post
Share on other sites

Convert

รูปแบบ CONVERT(X, Y, Z)

โดย

X = จำนวนตัวเลขที่ต้องการแปลง

Y = หน่วยเริ่มต้นที่ต้องการแปลง ค่า Y ต้องอยู่ใน "" เช่น "km"

Z = หน่วยสิ้นสุดที่แปลงได้ ค่า Z ต้องอยู่ใน "" เช่น "m"

(แปลงค่า X จากหน่วย Y เป็นหน่วย Z)

 

ตัวอย่าง

=CONVERT(9, “lbm”, “kg”)

จะได้ผลลััพธ์เป็นค่าทศนิยม 8 ตำแหน่ง ปรับเพิ่มลดตำแหน่งทศนิยมได้บนเมนุ

 

ถ้าจำสัญญลักษณ์หน่วยไม่ได้ สามารถกดดูได้ที่ Numbers > Show Function Browser > พิมพ์ Convert

หรือคลิกที่ปุ่ม Function บนเมนูบาร์ > เลือก Show Function Browser > คลิกที่ Engineering > มองหา Convert ด้านขวา

เลื่อนลงมาด้านล่างมองหา Related Topics แล้วคลิกที่ Supported Conversion Units

จะพบกับหน่วยต่างๆ ถ้าอยากเก็บไว้อ่านโดยไม่ต้องเปิด Numbers อีก ก็คลิกที่ปุ่มไอคอนฟันเฟือง (ใกล้ปุ่ม Home ไอคอนบ้าน) เลือก Print… แล้วคลิกที่ PDF เลือก Save as PDF… ตั้งชื่อ เลือกที่ที่ต้องการ Save แล้วกด Save

หมายเหตุ: อย่า Save PDF ที่หน้า Supported Conversion Units เพราะมันจะได้แค่หน้าเดียวคลิกลิ้งต่อไม่ได้ ต้องคลิกลิ้งก่อนแล้วค่อย Save

แถมหน่วยวัดเล็กน้อย

 

Weight and Mass น้ำหนักและมวล

Gram แทนค่าด้วย g (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Slug แทนค่าด้วย sg

Pound mass แทนค่าด้วย lbm

U มวลอะตอม แทนค่าด้วย u (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Ounce mass แทนค่าด้วย ozm

หมายเหตุ:

Gram หน่วยชั่งน้ำหนักเป็นกรัม

Slug ลักษณะเป็นเหรียญ

Pound เป็นหน่วยเงินตราของอังกฤษ อ่านว่า เพาดฺ คนไทยออกเสียงว่า ปอนด์

Pound mass เป็นหน่วยน้ำหนักของอังกฤษ kg

1 u = 1.660 538 782(83)×10−27 kg

หน่วยวัดมวลอะตอมและโมเลกุล โดย 1 หน่วยมวลอะตอม เท่ากับ 1/12 ของมวลอะตอมของคาร์บอน-12

Ounce mass หน่วยวัดน้ำหนักเป็นออนซ์

 

Distance ระยะ

Meter แทนค่าด้วย m (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Statute mile แทนค่าด้วย mi

Nautical mile แทนค่าด้วย Nmi

Inch แทนค่าด้วย in

Foot แทนค่าด้วย ft

Angstrom แทนค่าด้วย ang (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Pica แทนค่าด้วย Pica

หมายเหตุ:

1 ไมล์ = 1760 ฟุต

statute mile = 5270 ฟุต

nautical mile (ไมล์ทะเล) = 6080 ฟุต

Inch หน่วยความยาวเท่ากับ 2.54 เซนติเมตร

Foot หน่วยความยาวเท่ากับ 12 นิ้ว

Angstrom หน่วยความยาวที่เท่ากับ 1/10 ของมิลลิไมครอน

Pica หน่วยวัดขนาดตัวพิมพ์เท่ากับ 12 พอยต์หรือ 0.166 นิ้ว

 

Duration ช่วงเวลา

Year แทนค่าด้วย yr

Week แทนค่าด้วย wk

Day แทนค่าด้วย day

Hour แทนค่าด้วย hr

Minute แทนค่าด้วย mn

Second แทนค่าด้วย sec (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

 

Speed ความเร็ว

Miles per hour แทนค่าด้วย mi/h

Miles per minute แทนค่าด้วย mi/mn

Meter per hour แทนค่าด้วย m/h (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Meter per minute แทนค่าด้วย m/mn (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Meter per second แทนค่าด้วย m/s (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Feet per minute แทนค่าด้วย ft/mn

Feet per second แทนค่าด้วย ft/s

Knot แทนค่าด้วย kt

หมายเหตุ:

Knot คือความเร็วในการเดินเรือเท่ากับ 6080 ฟุตต่อชั่วโมง หรือ 1 ไมล์ทะเลต่อช่วโมง

 

Pressure ความดัน

Pascal แทนค่าด้วย Pa (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Atmosphere แทนค่าด้วย atm (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Millimeters of mercury แทนค่าด้วย mmhg (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

หมายเหตุ:

http://th.wikipedia.org/wiki/ปาสกาล_(หน่วยวัด)

Pascal (ปาสกาล) หน่วยวัดความดันและความเค้น

Atmosphere หน่วยบรรยากาศ

Millimeters of mercury มิลลิเมตรปรอท (เท่ากับ 1 Torr)

http://th.wikipedia.org/wiki/บารอมิเตอร์

 

Force แรง

Newton แทนค่าด้วย N (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Dyne แทนค่าด้วย dyn (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Pound force แทนค่าด้วย lbf

หมายเหตุ:

http://th.wikipedia.org/wiki/นิวตัน

 

Energy พลังงาน

Joule แทนค่าด้วย J (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Erg แทนค่าด้วย e (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Thermodynamic calorie แทนค่าด้วย c (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

IT calorie แทนค่าด้วย cal (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Electron volt แทนค่าด้วย eV (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Horsepower-hour แทนค่าด้วย HPh

Watt-hour แทนค่าด้วย Wh (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Foot-pound แทนค่าด้วย flb

BTU แทนค่าด้วย BTU

 

Power

Horsepower แทนค่าด้วย HP

Watt แทนค่าด้วย W (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

 

Magnetism

Tesla แทนค่าด้วย T (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

Gauss แทนค่าด้วย ga (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

 

Temperature

Degrees Celsius แทนค่าด้วย C

Regress Fahrenheit แทนค่าด้วย F

Kelvins แทนค่าด้วย K (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

 

Liquid

Teaspoon แทนค่าด้วย tsp

Tablespoon แทนค่าด้วย tbs

Fluid ounce แทนค่าด้วย oz

Cup แทนค่าด้วย cup

U.S. pint แทนค่าด้วย pt

U.K. pint แทนค่าด้วย uk_pt

Quart แทนค่าด้วย qt

Gallon แทนค่าด้วย gal

Liter แทนค่าด้วย l (สามารถใช้ร่วมกับ Metric prefixes)

 

Metric prefixes

exa แทนค่าด้วย E

peta แทนค่าด้วย P

tera แทนค่าด้วย T

giga แทนค่าด้วย G

mega แทนค่าด้วย M

kilo แทนค่าด้วย k

hecto แทนค่าด้วย h

deca แทนค่าด้วย e

deci แทนค่าด้วย d

centi แทนค่าด้วย c

milli แทนค่าด้วย m

micro แทนค่าด้วย u หรือ µ

nano แทนค่าด้วย n

pico แทนค่าด้วย p

femto แทนค่าด้วย p

atto แทนค่าด้วย a

 

Share this post


Link to post
Share on other sites

ทำเกมง่ายๆบน Numbers

สร้างตารางตามรูป ปรับขนาดตามต้องการ

post-26404-0-40944200-1306820198_thumb.png

แล้วพิมพ์สูตร

ช่อง E2

=IF(B5+C4+D3=0,"",(IF(B5+C4+D3=15,"",B5+C4+D3)))

ช่อง E3

=IF(B3+C3+D3=0,"",(IF(B3+C3+D3=15,"",B3+C3+D3)))

ช่อง E4

=IF(B4+C4+D4=0,"",(IF(B4+C4+D4=15,"",B4+C4+D4)))

ช่อง E5

=IF(B5+C5+D5=0,"",(IF(B5+C5+D5=15,"",B5+C5+D5)))

ช่อง E6

=IF(B3+C4+D5=0,"",(IF(B3+C4+D5=15,"",B3+C4+D5)))

ช่อง B6

=IF(B3+B4+B5=0,"",(IF(B3+B4+B5=15,"",B3+B4+B5)))

ช่อง C6

=IF(C3+C4+C5=0,"",(IF(C3+C4+C5=15,"",C3+C4+C5)))

ช่อง D6

=IF(D3+D4+D5=0,"",(IF(D3+D4+D5=15,"",D3+D4+D5)))

 

อธิบาย

ถ้าข้อมูลใน 9 ช่องตรงกลางว่าง (เท่ากับ 0) ตรงที่เป็นรูป  ก็จะว่าง

หรือถ้าผลรวมแต่ละแถวไม่เท่ากับ 15 ช่องตรงนี้จะแสดงผลบวกของแถวตามตัวเลขที่ป้อนลงไป

ถ้าผลบวกเท่ากับ 15 เมื่อไหร่ ตำแหน่งตรงนี้จะเปลี่ยนเป็นรูป 

 

ต่อไปเป็นสูตรช่องแสดงผล (YOU WON!! ช่องสีเหลือง)

=IF(B3+C3+D3+B4+C4+D4+B5+C5+D5=0,"",(IF(B3+C3+D3+B4+C4+D4+B5+C5+D5<>45,"",
(IF(AND(B3=5,B4=5,B5=5,C3=5,C4=5,C5=5,D3=5,D4=5,D5=5),"YOU IDIOT!!",
(IF(CONCATENATE(E2,E3,E4,E5,E6,D6,C6,B6)="","YOU WON!!","")))))))

 

อธิบาย

AND มีเท็จได้เท็จ

CONCATENATE(X, Y, Z)

คือการนำข้อมูลใน Cell X, Y, Z มาเรียงต่อกัน

จากสูตรข้างบนเป็นการตรวจสอบว่าช่อง B3-D5 มีข้อมูลหรือไม่

ถ้าไม่มีหมายความว่าผลบวกทุกช่องเท่ากับ 0 ที่ช่องผลลัพธ์ก็จะปล่อยว่าง ไม่แสดงผล

ถ้าช่อง B3-D5 มีข้อมูลบางช่องแต่ผลบวกทุกช่องยังไม่เท่ากับ 45 ที่ช่องผลลัพธ์ก็จะยังไม่แสดงผล

เงื่อนไขต่อไปเป็นการตรวจสอบข้อมูลว่าถ้าทุกช่องเท่ากับ 5 ก็ให้แสดงข้อความตามที่กำหนด (YOU IDIOT!!)

ต่อไปก็ตรวจสอบว่าช่องช่อง E2-E6 และช่อง B6-D6 มีรูป  ครบหรือไม่ ถ้าครบแล้วจะขึ้นข้อความว่า "YOU WON!!"

 

ต่อไปก็ตั้งค่า Rule

กำหนดให้

ช่องแรก Text Contains แล้วพิมพ์ว่า IDIOT ตั้งค่าฟ้อนค่าสี ตามต้องการ

เพิ่ม Rule เลือก Text Contains เช่นกัน แล้วพิมพ์ว่า WON ตั้งค่าฟ้อนค่าสีให้ต่างจากช่องแรก

 

แก้สูตรใหม่

9 ช่องตรงกลางให้เปลี่ยนเป็น List โดยเลือกทั้ง 9 ช่อง แล้วคลิกที่ Inspector หรือกด Command + Option + I

คลิกแท็บที่ 4 ที่ชื่อ Cells Format คลิกตรง Automatic เลือก Pop-up menu แล้วแก้ไขโดยเพิ่มตัวเลขจาก 0-9 ตามลำดับ

แล้วตั้งค่า Rule โดยกำหนด Equal to พิมพ์ 0 ในช่องว่าง คลิก Edit แก้ไขสีฟ้อนและสีพื้นให้เป็นสีเดียวกัน เสร็จแล้วคลิก Done

ปิด Rule จะได้ 9 ช่องตรงกลางที่รับข้อมูลโดยการเลือกตัวเลขจาก List ที่กำหนดค่าเริ่มต้นเป็นเลข 0

 

ตามด้วยสูตร

ช่อง A2

=IF(E6="","",(IF(E6="",E6,(IF(E6="T","Y",15-E6)))))

ช่อง A3

=IF(E3="","",(IF(E3="",E3,(IF(E3="D","O",15-E3)))))

ช่อง A4

=IF(E4="","",(IF(E4="",E4,(IF(E4="I","U",15-E4)))))

ช่อง A5

=IF(E5="","",(IF(E5="",E5,(IF(E5="O","",15-E5)))))

ช่อง A6

=IF(E2="","",(IF(E2="",E2,(IF(E2="I","I",15-E2)))))

ช่อง B2

=IF(B6="","",(IF(B6="",B6,(IF(B6="D","O",15-B6)))))

ช่อง B6

=IF(AND(B3=0,B4=0,B5=0),"",IF(AND(B3+B4+B5=15,B3=B4,B4=B5,B3=B5),"D",(IF(AND(B3+B4+B5=15,
B3<>B4,B4<>B5,B3<>B5),"",B3+B4+B5))))

ช่อง C2

=IF(C6="","",(IF(C6="",C6,(IF(C6="I","U",15-C6)))))

ช่อง C6

=IF(AND(C3=0,C4=0,C5=0),"",IF(AND(C3+C4+C5=15,C3=C4,C4=C5,C3=C5),"I",(IF(AND(C3+C4+C5=15,
C3<>C4,C4<>C5,C3<>C5),"",C3+C4+C5))))

ช่อง D2

=IF(D6="","",(IF(D6="",D6,(IF(D6="O","",15-D6)))))

ช่อง D6

=IF(AND(D3=0,D4=0,D5=0),"",IF(AND(D3+D4+D5=15,D3=D4,D4=D5,D3=D5),"O",(IF(AND(D3+D4+D5=15,
D3<>D4,D4<>D5,D3<>D5),"",D3+D4+D5))))

ช่อง E2

=IF(AND(B5=0,C4=0,D3=0),"",IF(AND(B5+C4+D3=15,B5=C4,C4=D3,B5=D3),"I",(IF(AND(B5+C4+D3=15,
B5<>C4,C4<>D3,B5<>D3),"",B5+C4+D3))))

ช่อง E3

=IF(AND(B3=0,C3=0,D3=0),"",IF(AND(B3+C3+D3=15,B3=C3,C3=D3,B3=D3),"D",(IF(AND(B3+C3+D3=15,
B3<>C3,C3<>D3,B3<>D3),"",B3+C3+D3))))

ช่อง E4

=IF(AND(B4=0,C4=0,D4=0),"",IF(AND(B4+C4+D4=15,B4=C4,C4=D4,B4=D4),"I",(IF(AND(B4+C4+D4=15,
B4<>C4,C4<>D4,B4<>D4),"",B4+C4+D4))))

ช่อง E5

=IF(AND(B5=0,C5=0,D5=0),"",IF(AND(B5+C5+D5=15,B5=C5,C5=D5,B5=D5),"O",(IF(AND(B5+C5+D5=15,
B5<>C5,C5<>D5,B5<>D5),"",B5+C5+D5))))

ช่อง E6

=IF(AND(B3=0,C4=0,D5=0),"",IF(AND(B3+C4+D5=15,B3=C4,C4=D5,B3=D5),"T",(IF(AND(B3+C4+D5=15,
B3<>C4,C4<>D5,B3<>D5),"",B3+C4+D5))))

ช่อง BCD8

=IF(AND(B3=5,C3=5,D3=5,B4=5,C4=5,D4=5,B5=5,C5=5,D5=5),"YOU IDIOT!!",IF(AND(A2="",A3="",
A4="",A5="",A6="",B2="",C2="",D2="",E2="",E3="",E4="",E5="",E6="",D6="",C6="",
B6=""),"YOU WON!!",""))

 

Rule

ช่อง A2

Text contains พิมพ์  ตั้งค่าสีตามต้องการ แล้วคลิก Add Rule (เครื่องหมายบวกด้านขวามือ)

Text contains พิมพ์ Y ตั้งค่าฟ้อนสีแดง พื้นสีดำ ตัวหนา

ช่อง A3

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น O

ช่อง A4

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น U

ช่อง A5

Text contains พิมพ์  ตั้งค่าสีตามต้องการ ไม่ต้อง Add Rule ใช้ตัวเดียวพอ

ช่อง A6

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น I

ช่อง B2

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น O

ช่อง B6

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น D

ช่อง C2

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น U

ช่อง C6

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น I

ช่อง D2

ตั้งค่าเหมือนช่อง A5

ช่อง D6

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น O

ช่อง E2

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น I

ช่อง E3

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น D

ช่อง E4

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น I

ช่อง E5

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น O

ช่อง E6

ตั้งค่าเหมือนช่อง A2 แค่เปลี่ยน Rule ที่สองจาก Y เป็น T

 

ส่วน Rule ช่อง BCD8 ตั้งค่าเช่นเดิม

 

อธิบายสูตร

อิงช่อง A2

=IF(E6="","",(IF(E6="",E6,(IF(E6="T","Y",15-E6)))))

เริ่มจากซ้ายมือ IF(เงื่อนไข, ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงใช้ค่าตรงนี้, ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จใช้ค่าตรงนี้) เป็นการกำหนดเงื่อนไขว่า

ถ้า E6 ว่าง (E6="") ก็ไม่ต้องแสดงค่าอะไร ("") แต่ถ้า E6 มีข้อมูล (เงื่อนไขเป็นเท็จ) ก็ให้ตรวจสอบเงื่อนไขต่อไป

ซึ่งเงื่อนไขต่อไปก็คือ IF(E6="",E6,(IF(E6="T","Y",15-E6))))) เป็นการกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าช่อง E6 ปรากฏรูป  (E6="")

ก็ให้แสดงค่า E6 นั่นคือแสดงรูป  (ที่จริงจะกำหนดให้แสดงรูป  เลยก็ได้ไม่ต้องใช้ E6 สูตรก็จะเปลี่ยนเป็น IF(E6="","", แบบนี้แทน)

แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็ตรวจสอบเงื่อนไขต่อไป เงื่อนไขต่อไปก็คือ IF(E6="T","Y",15-E6 หมายความว่า ถ้า E6 ปรากฏตัว T (E6="T")

ก็ให้แสดงตัว Y ("Y") ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็ให้แสดงค่า 15-E6 แล้วก็จบเงื่อนไข

Tip!: กรณีที่พิมพ์สูตรยาวๆ แล้วไม่รู้ว่าจะต้องใส่วงเล็บปิดกี่ตัว ก็ปล่อยไว้เช่นนั้น ตัวโปรแกรมจะเติมให้เอง

เงื่อนไขช่อง A2-A6 B2 C2 และ D2 คล้ายกัน นั่นคือช่องตรงข้ามมีการแสดงผลหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ปล่อยว่าง

ถ้าช่องตรงข้ามปรากฏรูป  ก็ให้แสดงรูปขึ้นมา ถ้าปากฎอย่างอื่น ก็ให้แสดงข้อความตามท่ีกำหนด

ถ้ากำลังเติมตัวเลขใน 9 ช่องตรงกลาง ก็กำหนดให้แสดงตัวเลขที่เหลือ อย่างในช่อง A2 ให้แสดง 15-E6 เอา 15 หักออกด้วยข้อมูลในช่อง E6

ซึ่งช่อง E6 นั้นจะแสดงผลรวมของช่อง B3 C4 และ D5 ตามแนวทแยงมุม ถ้ายังไม่เท่ากับ 15 ก็ให้แสดงผลรวมของช่องที่เติมไปแล้ว

ถ้าครบ 15 แล้ว ให้แสดงรูป  ถ้าเกิน ก็ให้แสดงผลรวมตามนั้น ถ้าช่อง E6 แสดงผลรวมเกิน 15 ในช่อง A2 จะแสดงค่าติดลบบอกให้รู้ว่าเกินไปเท่าไร

 

อิงช่อง E6

=IF(AND(B3=0,C4=0,D5=0),"",IF(AND(B3+C4+D5=15,B3=C4,C4=D5,B3=D5),"T",
(IF(AND(B3+C4+D5=15,B3<>C4,C4<>D5,B3<>D5),"",B3+C4+D5))))

เริ่มจากซ้ายมือ AND(B3=0,C4=0,D5=0) เป็นเท็จเมื่อมีเงื่อนไขตัวใดตัวหนึ่งในวงเล็บที่เป็นเท็จ และจะเป็นจริงเมื่อเงื่อนไขทุกตัวในวงเล็บเป็นจริง

B3=0,C4=0,D5=0 เป็นการตรวจสอบว่า ช่อง B3 C4 และ D5 เป็นช่องว่างหรือไม่ (ถ้า=0 ถือว่าเป็นช่องว่าง)

ถ้ามีตัวใดตัวหนึ่ง = 0 หมายความว่าปรากฏช่องว่าง เงื่อนไขตรงนี้จะกลายเป็นเท็จทันที พอเงื่อนไขแรกกลายเป็นเท็จค่าของ ("") จะไม่ถูกนำมาใช้

จาก IF(เงื่อนไข, ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงใช้ค่าตรงนี้, ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จใช้ค่าตรงนี้) ค่าตำแหน่งที่สามจะถูนำมาตรวจสอบทันที

ค่าตำแหน่งที่สองจะถูนำมาใช้เมื่อเงื่อนไขแรกเป็นจริงแล้วเท่านั้น นั่นคือ ช่อง B3 C4 และ D5 เป็นช่องว่าง

เงื่อนไขที่นำมาตรวจสอบต่อมาคือ IF(AND(B3+C4+D5=15,B3=C4,C4=D5,B3=D5) เงื่อนไขนี้มีก็ AND เชื่อม

ดังนั้น มันจะเป็นเท็จเมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งในวงเล็บนั้นเป็นเท็จ เงื่อนไขในวงเล็บตัวแรก B3+C4+D5=15

ให้ตรวจสอบว่า ช่อง B3 C4 และ D5 รวมกันแล้วเท่ากับ 15 หรือไม่ ถ้ารวมกันแล้วเท่ากับ 15 เงื่อนไขก็เป็นจริง

ถ้าไม่เท่าก็เป็นเท็จ ตัวต่อมาคือ B3=C4,C4=D5,B3=D5 สรุปได้ว่า ทั้งสามตัวมี่ค่าเท่ากันหรือไม่ เช่น ช่อง B3 C4 และ D5 ต่างก็เป็นเลข 5 ทั้งหมด

ถ้าเป็นแบบนี้ ถือว่า B3=C4 C4=D5 B3=D5 ทั้งสามช่องเป็นตัวเลขเดียวกัน เงื่อนไข (B3+C4+D5=15,B3=C4,C4=D5,B3=D5)

จะเป็นจริงเมื่อใส่เลข 5 ลงไปทั้งสามช่องเท่านั้น พอเงื่อนไขเป็นจริงแล้วก็จะปรากฏ ตัว T ขึ้นมา ("T") ถ้าเป็นเท็จก็จะตรวจสอบเงื่อนไขต่อไป

นั่นคือ (IF(AND(B3+C4+D5=15,B3<>C4,C4<>D5,B3<>D5) เงื่อนไขตรงนี้หมายความว่า (เริ่มขี้เกียจพิมพ์)

ช่อง B3 C4 และ D5 รวมกันแล้วได้ 15 แต่ละตัวไม่เท่ากันเลย ถ้าเป็นแบบนี้เงื่อนไขตรงนี้จะเป็นจริง เมื่อเงิื่อนไขเป็นจริงแล้วก็จะปรากฏรูป  ขึ้นมา

แต่ถ้ายังมีบางตัวซ้ำกัน หรือรวมทั้งสามตัวแล้วยังไม่เท่ากับ 15 ทำให้เงื่อนไขเป็นเท็จ เมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จ รูป  จะไม่ปรากฏ จึงต้องไปตรวจสอบเงื่อนไขต่อไปถ้ามี

ปรากฏว่ายังมีเงื่อนไขอื่นอีก คือ B3+C4+D5 ความหมายคือ เป็นการสั่งให้แสดงผลรวมของทั้งสามช่อง B3 C4 และ D5 เป็นผลบวกแบบ Real time ใส่ปุ๊บรวมปั๊บ

สรุปทั้งหมดในช่อง E6 คือ

1. ถ้าเป็นช่องว่าก็ไม่ต้องแสดงค่าอะไร

2. ถ้าไม่ใช่ช่องว่างก็ดูว่า ทั้งสามช่องเป็นเลข 5 หรือไม่ (น่าจะตัด B3+C4+D5=15 ออกไปได้นะ) ถ้าเป็นเลข 5 ก็พิมพ์ T

3. ถ้าทั้งสามช่องไม่ใช่เลข 5 ก็ดูว่าทั้งสามช่องรวมแล้วได้ 15 และไม่มีเลขซ้ำเลยหรือไม่

(ที่จริงสามช่องรวมกันได้ 15 และซ้ำกันทั้งสามตัวก็มีแค่ 5 ทั้งสามช่องเท่านั้นน่าจะตัด B3<>C4,C4<>D5,B3<>D5 ออกได้นะ)

4. ถ้ารวมกันได้ 15 และเลขไม่ซ้ำแล้ว ให้พิมพ์รูป 

5. ถ้ายังรวมไม่ได้ 15 ก็ให้แสดงผลรวมแบบ Real time

 

อิงช่อง

=IF(AND(B3=5,C3=5,D3=5,B4=5,C4=5,D4=5,B5=5,C5=5,D5=5),"YOU IDIOT!!",IF(AND(A2="",A3="",A4="",A5="",
A6="",B2="",C2="",D2="",E2="",E3="",E4="",E5="",E6="",D6="",C6="",B6=""),"YOU WON!!",""))

เอาสั้นๆล่ะกัน

1. ถ้าทุกช่องเป็นเลข 5 ให้พิมพ์ว่า YOU IDIOT!!

2. ถ้าไม่ใช่ก็ดูว่าทั้งสิบหกช่องรอบข้างนั้นเป็นรูป  ทั้งหมดหรือไม่

3. ถ้าเป็นรูป  ทั้งหมด ก็ให้พิมพ์ว่า YOU WON!!

4. ถ้านอกจากนี้ก็ไม่ปรากฎอะไร

 

(เฮ้อ… เกมง่ายๆ)

แถมรูปเฉลย ลืมแก้ตรง 8 อัน :wallbash:

เริ่มpost-26404-0-03961900-1306922455_thumb.png ทำแบบ Slide บ้างpost-26404-0-78671400-1306922495_thumb.png

5 เริ่มมาpost-26404-0-10938700-1306922535_thumb.png5 ทั้งนั้นpost-26404-0-70093000-1306922559_thumb.png

ใส่เกินpost-26404-0-91478200-1306922604_thumb.png ชนะแล้วpost-26404-0-42938900-1306920121_thumb.png

สุดท้ายpost-26404-0-55091100-1306930630_thumb.png

 

ลองเล่น!!

แถมหน่อย

เติมตัวเลขจาก 1 - 8 ห้ามซำ้ โดยมีเงื่อนไขว่า

1 ห้ามใกล้กับ 2

2 ห้ามใกล้กับ 3

3 ห้ามใกล้กับ 2, 4

4 ห้ามใกล้กับ 3, 5

5 ห้ามใกล้กับ 4, 6

6 ห้ามใกล้กับ 5, 7

7 ห้ามใกล้กับ 6, 8

8 ห้ามใกล้กับ 7

อย่างในรูป 1 กับ 2 ถือว่าใกล้กัน

แต่ 1 กับ 4 หรือ 2 กับ 4 ถือว่าห่างกัน

post-26404-0-02934200-1306821865_thumb.png

ตอนนี้ยังคิดเงื่อนไขไม่ออก

 

Update!

ทำได้แล้วแต่มี bug นิดหน่อย

post-26404-0-48433600-1306836273_thumb.png

จากรูปด้านซ้ายไว้ป้อนตัวเลข ทางขวาไว้แสดงผล

bug ตัวแรกคือ ถ้าทางซ้ายเป็นช่องว่าง หมายถึงยังไม่ป้อนตัวเลข ทางขวาควรเป็นช่องว่าง ตั้งไว้ให้เป็นสีขาวเข้ากับพื้น แต่ไม่เป็น

bug ตัวที่สอง ถ้ามีช่องว่างพร้อมกับเลข 0 ไม่ควรจะขึ้นข้อความว่า 0 ซ้ำ หรือ ซ้ำ

นอกนั้นถือว่ายอมรับได้ ตัวเลขตัวไหนใกล้ตัวไหน หรือมีตัวเลขซ้ำหรือไม่ จะมีข้อความแจ้งเตือน ตรงตำแหน่งที่ป้อนตัวเลขนั้น

ถ้าป้อนตัวเลขได้ถูก ช่องแสดงผลทางขวาจะเปลี่ยนเป็นรูป 

ถ้ามีรูป  ครบทุกช่อง ด้านล่างที่เป็นรูป  เรียงกันนั้นจะเปลี่ยนเป็นข้อความ

กำลังหาวิธีว่าถ้าได้รูป  ครบทุกช่องแล้วจะมี หนังหรือเพลงสั้นๆ เล่นเป็นฉากปิด

วิธีการแบบละเอียด..ยังไม่บอก (แก้ bug ก่อน) :(

 

Update

เป็นเรื่องยุ่งยากทีเดียวที่จะแก้บั๊กเอง ดังนั้นโพสไว้ดีกว่าเผื่อปรากฏทางแก้โดยไม่คาดฝัน

เริ่มกันเลย

ขั้นแรก สร้างตารางขึ้นมาอย่างในรูปด้านบน ขนาด 2x2 cm

ช่องอื่นๆที่ไม่ใช่ช่องป้อนข้อมูล (ตัวเลข) กำหนด Border เป็น None

ที่ช่องป้นตัวเลขทางด้านซ้าย กำหนด border เป็นสีแล้วแต่จะตั้งขนาด 3 pt

ช่องแสดงผลทางด้านขวา กำหนด border เป็นสีขาวขนาด 3 pt เช่นกัน

ช่องป้อนข้อมูลด้านซ้ายใช้ฟ้อนขนาด 36 ตัวหนา จัดตำแหน่งกึ่งกลาง

ช่องแสดงผลด้านขวาใช้ฟ้อนขนาด 14 ตัวหนา จัดตำแหน่งกึ่งกลางเช่นเดียวกัน

โดยสรุป

ช่องป้อนข้อมูลจะใช้ช่อง B3 B4 C2-C5 D3 D4

ช่องแสดงผลจะใช้ช่อง G3 G4 H2-H5 I3 I4

เว้นช่องว่างในแถวที่ 1 และ 6 แถวที่ 7 เว้น คอลัมน์ A กับ J

ช่องแสดงผลแปดช่องด้านล่างใช้ฟ้อนขนาด 36 ตัวหนา จัดตำแหน่งกึ่งกลาง จำนวนช่องตรงนี้กำหนดตามข้อความที่จะปรากฏหลังจบเกม จะมาจะน้อยก็แล้วแต่จะตั้ง

 

ขั้นสอง ตั้งค่าช่องป้อนข้อมูล

เลือกช่องป้อนข้อมูลด้านซ้ายทุกช่องโดยกดปุ่ม Command ค้างแล้วเลือกทั้ง 8 ช่อง แล้วคลิกที่ Inspector บนเมนูด้านบน หรือกด Command + Option + I

คลิกแท็บที่ 4 ที่ชื่อ Cells Inspector ตรง Cell Format คลิกตรง Automatic แล้วเลือก Pop-up menu ด้านล่าง พอได้ Pop-up menu มาแล้วก็แก้ไข

โดยจะลบทั้งหมดก่อนแล้วค่อยเพิ่มใหม่จะสะดวกกว่า ตัวแรกกำหนดเป็นเลข 0 ต่อไปก็เป็น 1 , 2, 3 ไปเรื่อยๆจนถึง 8 แล้วเราก็จะได้ช่องป้อนข้อมูลที่เป็น Pop-up

ไม่ต้องพิมพ์ตัวเลขเองแค่คลิกแล้วเลือก ป้องกันการป้อนตัวเลขอื่นที่ไม่ใช่ 1 - 8 หรือป้อนข้อความ (แก้บั๊กได้ 1 ตัว)

ต่อไปก็ตั้งค่า Rule เพราะกำหนดให้ตัวเลขแรกเป็น 0 ถ้าไม่ตั้งค่า ในช่องป้อนข้อมูลทั้ง 8 ช่องจะเต็มไปด้วยเลข 0 ตาลายเลย

กำหนดค่า Rule ก็เลือกทั้ง 8 ช่องก่อน แล้วคลิกเปิด Inspector ขึ้นมา เลือกแท็บที่สี่ที่ชื่อ Cells Inspector ตรง Conditional Format คลิกที่ Show rule…

ตั้งค่าตัวเดียว ด้านซ้ายคลิกเลือก Equal to แล้วพิมพ์ 0 ในช่องว่าง คลิก Edit ตั้งค่าฟ้อนสีขาวและพื้นสีขาว ไม่หนาไม่เอียง เสร็จแล้วคลิก Done

เสร็จการตั้งค่าช่องป้อนข้อมูล

 

ขั้นสาม ตั้งค่าช่องแสดงผล

Edited by PiggyDoll

Share this post


Link to post
Share on other sites

Numbers มีฟังก์ชั่นเกี่ยวกับ Matrix ในคณิตศาสตร์หรือเปล่าครับ

Share this post


Link to post
Share on other sites

กราบเรียน คุณตั้ม เว็บมาสเตอร์ฟรีแมคดอทเน็ต

ข้าพเจ้า ผู้ใช้ชื่อว่า PiggyDoll ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ไม่อาจที่จะเพิ่มเติมข้อมูลในกระทู้ ความรู้เรื่อง Numbers ได้อีกต่อไป

ดังนั้น จึงเรียนมาเพื่อทราบ ข้อมูลทุกอย่างที่ข้าพเจ้าเคยโพสไว้ เป็นสิทธิของท่านที่จะลบทิ้งหรือดำรงไว้

ข้าพเจ้ามิอาจกลับมาที่นี่ได้อีก จึงขอความอนุเคราะห์ลบชื่อของข้าพเจ้าออกจากสารบบของท่านด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

User name : PiggyDoll

Password : xxxxxx

ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่างที่มอบให้ ขออภัยสำหรับทุกอย่างที่พลั้งพลาด

ขออำลา

ด้วยความเคารพ

PiggyDoll ผู้ไร้ค่ายิ่งสิ่งใด

Edited by tum
แก้พาสเวิร์ด
  • Like 1

Share this post


Link to post
Share on other sites

ทำได้แล้วครับ นั่งงมตั้งนาน เจ้าของกระทู้น่าจะเฉลยก่อนนะครับ

ลองมาดูวิธีของผมบ้าง ผิดถูกบอกด้วยนะครับ

 

อย่างแรกเลยผมสร้างตาราง (Table) ไว้ 2 อัน ตั้งชื่อว่า 1 กับ 2

post-40949-0-88018400-1313687650_thumb.png

เหมือนในรูปครับ ทางซ้ายคือ 1 ทางขวาคือ 2 ถ้าอยากสะดวกกว่านี้ก็ใช้ตารางเดียวก็ได้เหมือนกันครับ

แล้วเลือกปรับขนาด Cell เอา ที่ต้องแยกเป็นสองตารางก็เผื่อไว้ครับ เผื่อว่าต้องใช้ Rule เยอะ จะได้ไม่ตีกัน

 

ทีนี้พอได้ตารางมาแล้ว เราก็มาตั้งค่าต่างๆ ในแต่ละตารางกันเลย

ตาราง 1 (ทางซ้าย) เลือกช่อง 8 ช่อง อย่างในรูปครับ วิธีเลือกก็คลิก A2 กด Shift ค้าง แล้คลิกช่อง C5

แล้วก็ปล่อย Shift ครับ เราจะได้ตาราง 12 ช่อง แล้วก็กดปุ่ม Command ค้างไว้ครับ แล้วคลิกช่อง A2 A5 C2

และก็ C5 แค่นี้เราก็จะได้ตาราง 8 ช่องตรงกลางมาแล้วครับ

 

หรือจะกดปุ่ม Command ค้างไว้ แล้วเลือกทีละช่องจนครบ 8 ช่องก็ได้เหมือนกันครับ

ต่างกันแค่ต้องคลิกมากครั้งกว่าเท่านั้นครับ อันนี้แล้วแต่ชอบนะครับไม่บังคับ

 

พอได้ 8 ช่องที่ต้องการแล้ว เราก็ไปคลิกที่ไอคอนนี้นะครับอย่างในรูป แล้วก็เลือก Slider อย่างในรูปครับ

post-40949-0-44101200-1313687767_thumb.png

Tools ที่ชื่อ Cells Inspector จะเปิดขึ้นมาครับ แล้วก็ตั้งค่าตามรูปนะครับ

post-40949-0-46469100-1313687804_thumb.png

อธิบายนิดหนึ่งละกันครับเผื่อจะงง

ในช่อง minimum คือตัวเลขจำนวนน้อยที่สุดที่เป็นตัวเลือก หมายความว่าถ้าเราเลื่อนแถบ Slide ไปด้านที่น้อยที่สุด (ซ้ายสุด หรือ ล่างสุด)

เราก็จะได้ตัวเลขตัวนี้ที่เราตั้งไว้ครับ ส่วน maximum ก็ตรงข้ามครับ คือถ้าเราเลื่อน Slide ไปขวาสุดหรือบนสุด

ก็จะได้ค่าตัวนี้ครับ (ไม่เคยลองนะครับว่าน้อยที่สุดหรือมากที่สุดที่ใส่ได้เป็นเท่าไหร่)

กรณีของเรานะครับ ตั้ง min. ไว้ 0 ส่วน max ตั้งไว้ 8 ครับ เป็นการบังคับกลายๆ ว่าใช้อักขระอื่นๆ นอกเหนือจากตัวเลขนี้ไม่ได้ครับ

ช่องทางขวาสุด Increment เป็นค่าที่กำหนดว่าต้องการให้เพิ่มขึ้นครั้งละเท่าไหร่ ในการเลื่อน Slide ในกรณีของเราตั้งค่าเป็น 1 ครับ

หมายความว่าเลื่อน 1 step ตัวเลขจะเพิ่ม 1 ครับ เช่นจาก 0 ต่อไปก็เป็น 1 เป็น 2 ไปจนถึง 8

ต่อมาก็เป็น Position เป็นการกำหนดตำแหน่งแถบ Slide ที่เราจะเลื่อนครับ มีสองตำแหน่ง ด้านขวากับด้านล่าง

ถ้าเลือกด้านขวาเราก็ต้องเลื่อนขึ้นหรือลง ถ้าเลือกวางไว้ด้านล่างเราก็ต้องเลื่อนซ้ายเลื่อนขวาครับ เลือกยังไงก็ได้ครับ

แต่ผมเลือกวางข้าล่างแล้วเลื่อนซายขวาครับเพราะสะดวกกว่า สาเหตุก็ไม่มีอะไรมากครับ คือลองวางไว้ทางขวาแล้วมันไม่ถนัด

อีกอย่างหนึ่งคือตาราง 2 อันอยู่ชิดกัน ถ้าเลื่อนผิดหรือพลาด ก็กลายเป็นการเลือกตารางใกล้ๆ ทันที ก็เลยเปลี่ยน

ไม่บังคับนะครับว่าจะเลือกแบบไหน แล้วแต่ชอบครับ ไม่จำเป็นต้องเหมือน

 

เหมือนจะข้ามขั้นตอน คือขนาดตารางนี่ตั้งตามชอบได้เลยครับ อย่างในรูปผมตั้งไว้ขนาด 2x2 ครับ

Font ขนาด 24 Bold วางตัวอักษรไว้ตรงกลาง แล้วก็ตำแหน่งกลางตารางครับ ตามรูป

post-40949-0-03509900-1313688006_thumb.png

เสร็จแล้วครับ เราจะได้ช่อง 8 ช่องที่มีแต่เลข 0

Share this post


Link to post
Share on other sites

กราบเรียน คุณตั้ม เว็บมาสเตอร์ฟรีแมคดอทเน็ต

ข้าพเจ้า ผู้ใช้ชื่อว่า PiggyDoll ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ไม่อาจที่จะเพิ่มเติมข้อมูลในกระทู้ ความรู้เรื่อง Numbers ได้อีกต่อไป

ดังนั้น จึงเรียนมาเพื่อทราบ ข้อมูลทุกอย่างที่ข้าพเจ้าเคยโพสไว้ เป็นสิทธิของท่านที่จะลบทิ้งหรือดำรงไว้

ข้าพเจ้ามิอาจกลับมาที่นี่ได้อีก จึงขอความอนุเคราะห์ลบชื่อของข้าพเจ้าออกจากสารบบของท่านด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

User name : PiggyDoll

Password : xxxxxx

ขอบพระคุณสำหรับทุกอย่างที่มอบให้ ขออภัยสำหรับทุกอย่างที่พลั้งพลาด

ขออำลา

ด้วยความเคารพ

PiggyDoll ผู้ไร้ค่ายิ่งสิ่งใด

 

เอ่า ยังไงครับเนี่ย?

Share this post


Link to post
Share on other sites

ทีนี้ก็มาถึงตาราง 2 ทางขวากันบ้างนะครับ

ตาราง 2 เราแค่ปรับขนาด จัดฟ้อน เหมือนกับตาราง 1 แต่ไม่ต้องทำ Slide นะครับปล่อยว่างไว้แบบนั้นแหละ

ตารางทางขวาเราใช้แสดงผลเฉยๆ ที่เห็นว่าเหมือนกันก็เพราะตั้งค่าไว้ ช่องทางซ้ายมีเลขอะไรโผล่ ช่องทางขวาจะเป็นแบบเดียวกันครับ

ก็เลยเห็นเป็น 0 ทั้งซ้ายและขวา

ช่องที่ต้องพิมพ์สูตรคือ ช่องที่เป็น 0 ข้างบน 1 ช่อง ข้างล่างอีก 1 ช่อง แล้วก็ 6 ช่องตรงกลางครับ

 

เอาละครับเตรียมพบกับสูตรที่แสนปวดหัวกันได้แล้วครับ

เอาช่อง A3 ก่อนนะครับ ช่องนี้จะมีช่องที่ถือว่าอยู่ติดกันตามกฎของคุณ PiggyDoll คือช่อง A4 B2 B3 และ B4

เราลองมาเรียงความน่าจะเป็นกันนิดหน่อยดีกว่า เพื่อความเข้าใจมากขึ้น

 

ดังนี้ครับ เราจะเอาผลจากช่อง A3 ของตารางซ้ายนะครับ

ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 1 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 2
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 2 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 1 กับ 3
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 3 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 2 กับ 4
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 4 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 3 กับ 5
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 5 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 4 กับ 6
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 6 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 5 กับ 7
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 7 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 6 กับ 8
ถ้าช่อง A3 เป็นเลข 8 ช่อง A4 B2 B3 และ B4 ต้องไม่มีเลข 7

 

ลองมาดูสูตรกันครับ

=IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B2,1 :: B3,1 :: B4)<>0,
(IF(ABS(1 :: A3-1 :: A4)=1,1 :: A3&1 :: A4,
(IF(ABS(1 :: A3-1 :: B2)=1,1 :: A3&1 :: B2,
IF(ABS(1 :: A3-1 :: B3)=1,1 :: A3&1 :: B3,
IF(ABS(1 :: A3-1 :: B4)=1,1 :: A3&1 :: B4,
1 :: A3)))))))

 

อธิบายนิดหนึ่งครับ (อาจงงหนักกว่าเก่า)

ตัวแรก

IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B2,1 :: B3,1 :: B4)<>0,

เป็นการกำหนดเงื่อนไขว่าช่อง A3 B2 B3 และ B4 ของตาราง 1 ไม่เท่ากับ 0

ถ้าเงื่อนไขเป็นจริง คือทั้ง 4 ช่องนี้ไม่ใช่ 0 ก็คือเริ่มเล่นเกมหรือป้อนตัวเลขเข้าไปแล้ว

 

ABS(1 :: A3-1 :: A4)=1

เป็นการตรวจสอบว่า ผลต่างของช่อง A3 กับ A4 ในตาราง 1 เท่ากับ 1 หรือไม่

ถ้าเท่ากับ 1 กรณีที่เป็นไปได้คือ ต้องเป็นตัวเลขใกล้กันเท่านั้นครับ เช่น 1 กับ 2 หรือ 2 กับ 3

เพราะฉะนั้น

ABS(1 :: A3-1 :: A4)=1

ก็คือ ดูว่าตัวเลขสองช่องนี้เป็นเลขใกล้กันหรือเปล่า

ABS มาจาก Absolute หรือก็คือ ค่าสัมบูรณ์ ครับ

 

ABS(1 :: A3-1 :: B2)=1

เหมือนกันครับ คือดูว่า A3 กับ B2 เป็นตัวเลขที่ใกล้กันหรือเปล่า

ABS(1 :: A3-1 :: B3)=1

ก็ดูช่อง A3 กับ B3 ครับ

ABS(1 :: A3-1 :: B4)=1

ก็ดูช่อง A3 กับ B4 ครับ

 

1 :: A3&1 :: A4

เป็นการกำหนดให้แสดงผลค่าช่อง A3 และ A4 วางติดกัน

1 :: A3&1 :: B2

ก็แสดงผลช่อง A3 กับ B2

1 :: A3&1 :: B3

แสดงผลช่อง A3 กับ B3

1 :: A3&1 :: B4

แสดงผลช่อง A3 กับ B4

 

ตัวสุดท้าย

1 :: A3)))))))

ก็คือ ถ้าเงื่อนไข เป็นเท็จ ก็จะแสดงค่าของช่อง A3 ที่เป็นอยู่

 

อธิบายสูตรวมๆ ก็คือ

ถ้าช่อง A3, A4, B2, B3, B4 ไม่เท่ากับ 0 แล้วให้ทำเงื่อนไขต่อไปนี้ จาก

IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B2,1 :: B3,1 :: B4)<>0

ตรงนี้ครับ

 

เงื่อนไขแรก

ถ้าช่อง A3 กับ A4 เป็นตัวเลขใกล้กันคือลบกันได้ 1

จาก

(IF(ABS(1 :: A3-1 :: A4)=1 )

ก็แสดงค่าของช่อง A3 กับ A4

จาก

1 :: A3&1 :: A4 )

ถ้าไม่ใช่ตัวเลขใกล้กันคือผลต่างไม่เท่ากับ 1 ก็ทำเงื่อนไขต่อไป

 

เงื่อนไขที่สอง

ถ้าช่อง A3 กับ B2 เป็นตัวเลขใกล้กันคือผลต่างเป็น 1

จาก

ABS(1 :: A3-1 :: B2)=1

ก็จะแสดงค่าของช่อง A3 กับ B2

จาก

1 :: A3&1 :: B2

ถ้ายังไม่ใช่ก็ข้ามไปดูเงื่อนไขต่อไป

 

เงื่อนไขที่สาม

ถ้าช่อง A3 กับ B3 เป็นตัวเลขใกล้กันคือผลต่างเป็น 1

จาก

IF(ABS(1 :: A3-1 :: B3)=1

ก็จะแสดงค่าของช่อง A3 กับ B3

จาก

1 :: A3&1 :: B3

ถ้ายังไม่ใช่ก็ข้ามไปดูเงื่อนไขต่อไปอีก

 

เงื่อนไขที่สี่

ถ้าช่อง A3 กับ B4 เป็นตัวเลขใกล้กันคือผลต่างเป็น 1

จาก

IF(ABS(1 :: A3-1 :: B4)=1

ก็จะแสดงค่าของช่อง A3 กับ B4

จาก

1 :: A3&1 :: B4

ถ้ายังไม่ใช่ ก็หมายความว่า ช่อง A3 A4 B2 B3 B4 ไม่มีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันตามกฎอยู่เลย

ก็จะแสดงค่าของช่อง A3

Share this post


Link to post
Share on other sites

สูตรของช่องอื่น ขอไม่อธิบายนะครับ เพราะไม่ต่างจากสูตรแรกเลยครับ

ช่อง A4 มีช่องติดกัน 4ช่อง

=IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B3,1 :: B4,1 :: B5)<>0,
(IF(ABS(1 :: A4-1 :: A3)=1,1 :: A3&1 :: A4,
(IF(ABS(1 :: A4-1 :: B3)=1,1 :: A4&1 :: B3,
(IF(ABS(1 :: A4-1 :: B4)=1,1 :: A4&1 :: B4,
(IF(ABS(1 :: A4-1 :: B5)=1,1 :: A4&1 :: B5,1 :: A4)))))))))

 

ช่อง B2 ครับ มีช่องติดกัน 3 ช่อง

=(IF(AND(1 :: B2,1 :: A3,1 :: B3,1 :: C3)<>0,
(IF(ABS(1 :: B2-1 :: A3)=1,1 :: B2&1 :: A3,
(IF(ABS(1 :: B2-1 :: B3)=1,1 :: B2&1 :: B3,
(IF(ABS(1 :: B2-1 :: C3)=1,1 :: B2&1 :: C3,1 :: B2))))))))

 

ช่อง B3 ครับ อันนี้มากหน่อย มีช่องติดกัน 6 ช่อง

=IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B2,1 :: B4,1 :: C3,1 :: C4)<>0,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: A3)=1,1 :: B3&1 :: A3,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: A4)=1,1 :: B3&1 :: A4,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: B2)=1,1 :: B3&1 :: B2,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: B4)=1,1 :: B3&1 :: B4,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: C3)=1,1 :: B3&1 :: C3,
(IF(ABS(1 :: B3-1 :: C4)=1,1 :: B3&1 :: C4,1 :: B3)))))))))))))

 

ช่อง B4 ครับ เหมือนช่อง B3

=IF(AND(1 :: A3,1 :: A4,1 :: B3,1 :: B5,1 :: C3,1 :: C4,1 :: B4)<>0,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: A3)=1,1 :: B4&1 :: A3,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: A4)=1,1 :: B4&1 :: A4,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: B3)=1,1 :: B4&1 :: B3,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: B5)=1,1 :: B4&1 :: B5,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: C3)=1,1 :: B4&1 :: C3,
(IF(ABS(1 :: B4-1 :: C4)=1,1 :: B4&1 :: C4,1 :: B4)))))))))))))

 

ช่อง B5 ครับ เหมือนช่อง B2

=(IF(AND(1 :: A4,1 :: B4,1 :: C4,1 :: B5)<>0,
(IF(ABS(1 :: B5-1 :: A4)=1,1 :: B5&1 :: A4,
(IF(ABS(1 :: B5-1 :: B4)=1,1 :: B5&1 :: B4,
(IF(ABS(1 :: B5-1 :: C4)=1,1 :: B5&1 :: C4,1 :: B5))))))))

 

ช่อง C3 ก็เหมือนช่อง A3 ครับ

=IF(AND(1 :: B2,1 :: B3,1 :: B4,1 :: C4,1 :: C3)<>0,
(IF(ABS(1 :: C3-1 :: B2)=1,1 :: C3&1 :: B2,
(IF(ABS(1 :: C3-1 :: B3)=1,1 :: C3&1 :: B3,
(IF(ABS(1 :: C3-1 :: B4)=1,1 :: C3&1 :: B4,
(IF(ABS(1 :: C3-1 :: C4)=1,1 :: C3&1 :: C4,1 :: C3)))))))))

 

สุดท้ายก็ช่อง C4 เหมือนช่อง A4 ครับ

=IF(AND(1 :: B3,1 :: B4,1 :: B5,1 :: C3,1 :: C4)<>0,
(IF(ABS(1 :: C4-1 :: C3)=1,1 :: C3&1 :: C4,
(IF(ABS(1 :: C4-1 :: B3)=1,1 :: C4&1 :: B3,
(IF(ABS(1 :: C4-1 :: B4)=1,1 :: C4&1 :: B4,
(IF(ABS(1 :: C4-1 :: B5)=1,1 :: C4&1 :: B5,1 :: C4)))))))))

 

เสร็จแล้วครับ สูตรทั้ง 8 ช่อง มึนหัวมากมาย

Share this post


Link to post
Share on other sites

สอบถามหน่อยครับ พอดีเพิ่งเริ่มใช้ Numbers เลยงงมาก. เวลาพิมพ์ ผมไม่ต้องการ gridline ต้องทำยังไงครับ? และ เวลาจะสร้าง border ต้องเข้าไปที่ไหนครับ? ขอบคุณครับ.

Share this post


Link to post
Share on other sites

สอบถามหน่อยครับ พอดีเพิ่งเริ่มใช้ Numbers เลยงงมาก. เวลาพิมพ์ ผมไม่ต้องการ gridline ต้องทำยังไงครับ? และ เวลาจะสร้าง border ต้องเข้าไปที่ไหนครับ? ขอบคุณครับ.

 

 

ถ้าเป็น Border ของตาราง ก็คือ Cell Borders

ขั้นตอน เปิด Inspector ขึ้นมาครับ

1. ไปที่ View เลือก Show Inspector หรือกด Command + Option + i

2. คลิกที่ Table (รูปตาราง แท็บที่ 3)

3. มองหา Cell Borders

post-40949-0-45524700-1316422150.png

ถ้าเป็น Border ของวัตถุ จะเรียกว่า Stroke

ก็ไปที่แท็บ Graphic ไอคอนรูปสี่เหลี่ยมกับวงกลมหลังตัวที ก่อนไม้บรรทัดใน Inspector

 

ส่วน Gridline คืออะไรครับ ใช่เกี่ยวข้องกับกราฟหรือเปล่า

post-40949-0-33596800-1316422166_thumb.png

post-40949-0-31268400-1316422196.png

Share this post


Link to post
Share on other sites

 

 

ถ้าเป็น Border ของตาราง ก็คือ Cell Borders

ขั้นตอน เปิด Inspector ขึ้นมาครับ

1. ไปที่ View เลือก Show Inspector หรือกด Command + Option + i

2. คลิกที่ Table (รูปตาราง แท็บที่ 3)

3. มองหา Cell Borders

post-40949-0-45524700-1316422150.png

ถ้าเป็น Border ของวัตถุ จะเรียกว่า Stroke

ก็ไปที่แท็บ Graphic ไอคอนรูปสี่เหลี่ยมกับวงกลมหลังตัวที ก่อนไม้บรรทัดใน Inspector

 

 

ส่วน Gridline คืออะไรครับ ใช่เกี่ยวข้องกับกราฟหรือเปล่า

post-40949-0-33596800-1316422166_thumb.png

post-40949-0-31268400-1316422196.png

 

อ๋อ gridline ใน excel มันก็คือเส้นที่แบ่งrow กับ columnน่ะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าใน numbers เค้าเรียกว่าอะไร. อย่างตอนนี้ผมทำใบเสนอราคาให้ลูกค้า ปกติใน excel สามารถเลือกก่อนพิมพ์ได้ว่างานที่พิมพ์ออกมาจะแสดง gridline ด้วยหรือไม่น่ะครับ.

Share this post


Link to post
Share on other sites

Create an account or sign in to comment

You need to be a member in order to leave a comment

Create an account

Sign up for a new account in our community. It's easy!

Register a new account

Sign in

Already have an account? Sign in here.

Sign In Now

×